แนวโน้มอุตสาหกรรมไทยไตรมาส 4/2568 ฟื้นไม่เท่ากัน อิเล็กทรอนิกส์–เหล็กหนุน

แนวโน้มอุตสาหกรรมไทยไตรมาส 4/2568 อิเล็กทรอนิกส์–เหล็กหนุนฟื้น แต่บริโภคในประเทศยังเปราะบาง

อัปเดตล่าสุด 12 ม.ค. 2569
  • Share :
  • 2,636 Reads   

กองนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผย แนวโน้มอุตสาหกรรมรายสาขาสำคัญของไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 พบว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจในประเทศที่เปราะบาง โดย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อยู่ที่ระดับ 93.36 หดตัว 2.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม บางอุตสาหกรรมเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มเหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร ขณะที่อุตสาหกรรมที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศยังคงชะลอตัว

อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า 

คาดการณ์การผลิตจะขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตและการใช้เหล็กเพิ่มขึ้น

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

คาดว่าดัชนีผลผลิตจะชะลอตัวลง เนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังคงกดดันการบริโภคสินค้าคงทน อีกทั้งการแข็งค่าของเงินบาทอาจส่งผลให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างใกล้ชิด

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

คาดว่าดัชนีผลผลิตและมูลค่าการส่งออกจะขยายตัวขึ้นเนื่องจากแรงหนุนของความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ตามการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เครือข่าย 5G และศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างใกล้ชิด

อุตสาหกรรมรถยนต์

คาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์ประมาณ 370,000 คัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสที่ 3 ปี 2567 จากความเป็นไปได้ของมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่น การผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อทำให้ตลาดในประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยการผลิตแบ่งเป็น การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศร้อยละ 40-45 และการผลิตเพื่อส่งออกร้อยละ 55-60

อุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์

คาดว่าจะมีการผลิตรถจักรยานยนต์กว่า 480,000 คัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ปี 2567 จากความเป็นไปได้ของมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของรัฐบาล และเศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยการผลิตแบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศร้อยละ 80-85 และการผลิตเพื่อการส่งออกประมาณร้อยละ 15-20

เยื่อกระดาษ กระดาษ และสิ่งพิมพ์

คาดว่าจะขยายตัวทั้ง supply chain เนื่องจากมาตรการภาครัฐในโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ตลอดจนมีเทศกาลสำคัญ ๆ ช่วงปลายปี โดยมีคำสั่งซื้อจากธุรกิจอาหาร ธุรกิจอื่น ๆ และกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ธุรกิจ New S-curve เช่น Healthcare ที่มีมาร์จิ้นสูง สำหรับการส่งออก คาดว่า จะขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 3 ตามความต้องการของผู้ใช้ปลายทาง เช่นเดียวกับกลุ่มหนังสือและสิ่งพิมพ์มีแนวโน้มที่ด

ไม้และเครื่องเรือน

คาดการณ์ว่าการผลิตและการส่งออกยังคงทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย โดยในประเทศเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง ทำให้ความต้องการไม้และเครื่องเรือนชะลอตัว รวมทั้งอาจเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากโครงสร้างต้นทุนการผลิต ราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูง ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน และการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน เวียดนาม ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีการขยายตลาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อความท้าทายในการผลิตและส่งออกสินค้าไม้และเครื่องเรือนของไทยได้

อุตสาหกรรมยาง และผลิตภัณฑ์ยาง

คาดการณ์ได้ว่าปริมาณการผลิตยางแปรรูปขั้นปฐม (ยางแผ่น ยางแท่ง และน้ำยางข้น)จะขยายตัวทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์จากความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ภาคการผลิตยางรถยนต์ คาดว่าจะขยายตัวตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และความต้องการของตลาด (Replacement Equipment Manufacturing : REM) และภาคการผลิตถุงมือยางอาจชะลอตัวจากคำสั่งซื้อจากการลดคำสั่งซื้อของตลาดต่างประเทศ

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ

คาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัวถึงเติบโตเล็กน้อย โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกิจกรรมการจับจ่ายในช่วงเทศกาลสำคัญต่าง ๆ ปลายปี รวมทั้งนโยบายจากภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอีกทั้งการเร่งนำเข้าสินค้าของประเทศคู่ค้าในตลาดสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีใหม่ที่อาจมีผลบังคับใช้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาทองคำจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในระยะข้างหน้า ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรบริหารต้นทุนวัตถุดิบ โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทองคำน้อยลงแต่ยังคงคุณภาพและความหรูหรา เช่น การผสมโลหะอื่นหรือใช้เทคนิคการขึ้นรูปที่ประณีต ร่วมกับการยกระดับแบรนด์ไทยให้มีเรื่องราวและมูลค่าเชิงวัฒนธรรม ก็สามารถเปลี่ยนแรงกดดันจากราคาทองให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างจุดขายใหม่

อุตสาหกรรมอาหาร

คาดว่าดัชนีผลผลิตในภาพรวมและมูลค่าการส่งออกจะขยายตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากนโยบายคนละครึ่งพลัสของรัฐที่มาสนับสนุนการใช้จ่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี รวมถึงแรงกดดันจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลง

 

อ่านย้อนหลัง:

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH