ยอดขายรถยนต์ไทย ส.ค. 2569 โต 25.59% แตะ 59,809 คัน BEV โต 113.29%
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนกรกฎาคม และเพิ่มขึ้น 25.59% จากเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีแรงหนุนสำคัญจากยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่เติบโตมากกว่าเท่าตัว ขณะที่ตลาดรถกระบะยังเผชิญแรงกดดันจากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดและภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวในอัตราต่ำ
28 กันยายน 2569 — นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ร่วมแถลงสถานการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ดังต่อไปนี้
BEV หนุนตลาดรถยนต์ไทย ยอดขายเดือน ส.ค. โต 113.29%
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 จำนวน 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 1.04% จากเดือนกรกฎาคม 2569 และเพิ่มขึ้น 25.59% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) ซึ่งมียอดขาย 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% คิดเป็น 32.97% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด หรือเกือบ 1 ใน 3 ของตลาด
ขณะที่รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ทุกประเภทมียอดขายรวม 43,774 คัน หรือ 73.19% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 42.14% จากเดือนสิงหาคม 2568 แบ่งเป็น
- BEV 19,721 คัน คิดเป็น 32.97% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 113.29%
- HEV 14,807 คัน คิดเป็น 24.76% เพิ่มขึ้น 31.84%
- PHEV 1,053 คัน คิดเป็น 1.76% เพิ่มขึ้น 126.45%
- REEV 220 คัน คิดเป็น 0.37% ลดลง 9.84%
- ICE 7,973 คัน คิดเป็น 13.33% ลดลง 17.04%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดรถยนต์นั่งไทยอย่างชัดเจน โดยรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดมีบทบาทเพิ่มขึ้น ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในลดลง
ส.อ.ท. ชี้ BEV ขายมากกว่าผลิตในประเทศ
ส.อ.ท. ระบุว่า แม้ยอดขาย BEV จะเติบโตต่อเนื่อง แต่โครงสร้างระหว่างการผลิตในประเทศกับยอดขายยังมีความแตกต่างกัน
ในช่วง มกราคม–สิงหาคม 2569 ประเทศไทยผลิตรถยนต์นั่ง BEV ได้ 60,578 คัน ขณะที่ยอดขายในประเทศอยู่ที่ 145,132 คัน ส่งผลให้รถยนต์นั่ง BEV ที่ผลิตในประเทศคิดเป็น 41.74% ของยอดขาย ขณะที่อีก 84,554 คัน หรือ 58.26% เป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศ
ส.อ.ท. จึงเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศเดิมกับผู้ลงทุนรายใหม่ โดยมองว่าประเทศไทยควรรักษาฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะรถกระบะ ควบคู่กับการพัฒนาไทยให้เป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออก
ตลาดรถกระบะยังหดตัว ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสินเชื่อ
แม้ตลาดรถยนต์โดยรวมจะขยายตัว แต่ตลาดรถกระบะยังมีทิศทางแตกต่างออกไป โดยเดือนสิงหาคม 2569 รถกระบะ 1 ตันมียอดขาย 5,177 คัน ลดลง 10.77% จากปีก่อน ขณะที่รถกระบะดับเบิลแค็บมียอดขาย 4,910 คัน ลดลง 3.63%
สำหรับรถกระบะไฟฟ้าและรถกระบะพลังงานทางเลือกมียอดขายเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดรถกระบะโดยรวม ได้แก่
- รถกระบะ BEV 3 คัน
- รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV 204 คัน เพิ่มขึ้น 223.81%
- รถกระบะดับเบิลแค็บ REEV 4 คัน
- รถกระบะดับเบิลแค็บ HEV 3 คัน
ส่วนรถ PPV มียอดขาย 3,084 คัน เพิ่มขึ้น 18.48% จากเดือนสิงหาคม 2568
ส.อ.ท. ระบุว่า การหดตัวของตลาดรถกระบะส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ขณะที่รายได้ของภาคธุรกิจ SME ยังอ่อนแอและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
ส.อ.ท. เสนอเร่งกระตุ้นตลาดรถกระบะและพลังงานชีวภาพ
ส.อ.ท. เห็นด้วยกับแนวทางของกระทรวงพลังงานในการส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ โดยให้เหตุผลว่าสามารถผลิตได้ภายในประเทศและช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพ
สำหรับภาคยานยนต์ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดรถกระบะที่สามารถใช้ B20 รวมถึงรถยนต์นั่งที่สามารถใช้แก๊สโซฮอล เพื่อเพิ่มความต้องการซื้อรถยนต์และกระตุ้นการผลิตในห่วงโซ่อุปทาน
ส.อ.ท. ระบุว่า รถกระบะมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนสูง การที่ยอดผลิตและยอดขายรถกระบะลดลงต่อเนื่องจึงส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยภาคอุตสาหกรรมต้องการให้การกระตุ้นตลาดรถยนต์ช่วยสนับสนุนการจ้างงานและรายได้ภายในประเทศ
ยอดขายรถยนต์สะสม 8 เดือน 465,971 คัน โต 16.60%
สำหรับช่วง มกราคม–สิงหาคม 2569 ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศรวมอยู่ที่ 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60% จากช่วงเดียวกันของปี 2568
ในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ ยอดขายสะสมแบ่งเป็น
- ICE 70,026 คัน คิดเป็น 15.03% ลดลง 20.63%
- BEV 145,132 คัน คิดเป็น 31.15% เพิ่มขึ้น 100.81%
- PHEV 8,301 คัน คิดเป็น 1.78% เพิ่มขึ้น 35.28%
- REEV 1,195 คัน คิดเป็น 0.26% เพิ่มขึ้น 177.26%
- HEV 102,351 คัน คิดเป็น 21.97% เพิ่มขึ้น 14.22%
ขณะที่ตลาดรถกระบะสะสม 8 เดือนมีรายละเอียดดังนี้
- รถกระบะ 1 ตัน 42,524 คัน ลดลง 16.67%
- รถกระบะ BEV 25 คัน
- รถกระบะดับเบิลแค็บ 46,824 คัน เพิ่มขึ้น 6.34%
- รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV 1,507 คัน เพิ่มขึ้น 210.08%
- รถกระบะดับเบิลแค็บ REEV 22 คัน เพิ่มขึ้น 266.67%
- รถกระบะดับเบิลแค็บ HEV 222 คัน
ส่วนรถ PPV มียอดขายสะสม 26,948 คัน เพิ่มขึ้น 13.88% ขณะที่รถบรรทุกขนาด 5–10 ตันมียอดขาย 11,809 คัน เพิ่มขึ้น 21.40% และรถบรรทุกขนาด 5–10 ตัน BEV มียอดขาย 124 คัน
โดยภาพรวมข้อมูลเดือนสิงหาคมสะท้อนว่า ตลาดยานยนต์ไทยกำลังขยายตัวจากแรงส่งของรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานทางเลือก ขณะที่ตลาดรถกระบะยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามจากข้อจำกัดด้านสินเชื่อและกำลังซื้อของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ทั้งนี้ โครงสร้างการเติบโตของตลาด BEV ยังมีประเด็นเรื่องสัดส่วนรถนำเข้าเมื่อเทียบกับการผลิตในประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ ส.อ.ท. ต้องการให้ภาครัฐพิจารณาในด้านนโยบายภาษีและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
#ยอดขายรถยนต์ #รถยนต์ไฟฟ้า #BEV #EV #รถกระบะ #อุตสาหกรรมยานยนต์ #สอท #ตลาดรถยนต์ไทย #AutomotiveThailand #IndustryNews #MReportTH
ตัวเลขสถิติอุตสาหกรรมยานยนต์ 2569
- ส.อ.ท. ลดเป้าผลิตรถยนต์ปี 2569 เหลือ 1.45 ล้านคัน
- ยอดผลิตรถยนต์ไทย ก.ค. 69 เพิ่ม 6.12% แตะ 1.17 แสนคัน
- ยอดขายรถยนต์ไทย ก.ค. 69 โต 20.07% แรงหนุนจาก EV แต่กระบะยังน่าห่วง
- ยอดจดทะเบียนรถ EV ไทย ก.ค. 69 โตต่อเนื่อง BEV พุ่ง 111.85%
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
