ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม มี.ค. 2569 ร่วง 88.6 จุด พลังงานพุ่งกดต้นทุน เอกชนเร่งรัฐอุ้ม
ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมีนาคม 2569 ลดลงต่อเนื่อง เหลือ 88.6 จากแรงกดดันราคาพลังงานพุ่ง-ต้นทุนผลิตสูง หลังวิกฤตตะวันออกกลาง ส.อ.ท. ชี้กระทบส่งออก-โลจิสติกส์ พร้อมเสนอรัฐเร่งอุ้มราคาพลังงานช่วยภาคธุรกิจ
กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2569 — นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นางบัญชุสา พุทธพรมงคล กรรมการ ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. ร่วมเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 88.6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 90.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
พลังงานพุ่ง–โลจิสติกส์สะดุด กดต้นทุนภาคผลิต
ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของดัชนีดังกล่าวมีสาเหตุจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น และกดดันต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และผลิตภัณฑ์ไม้
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 40.74 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 36.07% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนในภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่ ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ (Supply Shock) เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และกดดันให้ผู้ประกอบการต้องพิจารณาปรับราคาสินค้า อีกทั้งยังทำให้กระบวนการขนส่งเกิดความล่าช้าพร้อมกันนี้ ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม (Surcharge) รวมถึงปัญหาสินค้าตกค้างที่ไม่สามารถขนส่งไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ
ปัจจัยหนุนยังมี โซลาร์–อีเวนต์กระตุ้นกำลังซื้อ
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยสนับสนุนบางประการ ได้แก่ มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 โดยมาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System)
นอกจากนี้ การจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น Bangkok International Motor Show 2026 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 และมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49 ระหว่างวันที่ 19–22 มีนาคม 2569 คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในอุตสาหกรรมยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
ขณะเดียวกัน มาตรการเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล B7 และการกำหนดราคาน้ำมัน E20 ให้ต่ำกว่า E10 ประมาณ 5 บาทต่อลิตร ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงชีวภาพ อีกทั้ง ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 5.55% เมื่อเทียบระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ กับวันที่ 31 มีนาคม 2569 มาอยู่ที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย
จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,311 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนมีนาคม 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 71.9% เศรษฐกิจโลก 69.8% เศรษฐกิจภายในประเทศ 57.7% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 21.4% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 43.8% นโยบายภาครัฐ 33.6% การเข้าถึงสินเชื่อ 24.8%
คาดการณ์ 3 เดือนยังอ่อนแรง จับตาค่าไฟ–ดีมานด์โลก
ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 97.4 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีปัจจัยกดดันจากหลายประเด็นสำคัญ ทั้งผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กดดันห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ กระทบภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าไฟฟ้า Ft) ในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 4 บาทต่อหน่วย จากทิศทางราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย อาจสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์ อาหาร เครื่องปรับอากาศ เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์ไม้
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอยู่ระหว่างเตรียมออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในลักษณะ มาตรการเฉพาะกลุ่ม (Targeted Policy) เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและรักษาเสถียรภาพของภาคการผลิตในระยะต่อไป
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
- เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ SMEs และภาคขนส่ง
- ขอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานและสนับสนุนการรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) รวมทั้งการบริหารจัดการเที่ยววิ่งขากลับ (Backhauling Management) เพื่อลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่าซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่ง
- เสนอให้ภาครัฐพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาปริมาณวัตถุดิบไว้ใช้ภายในประเทศ พร้อมเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลวัตถุดิบในประเทศและแหล่งวัตถุดิบทาง
#ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม #เศรษฐกิจไทย #อุตสาหกรรมไทย #พลังงาน #ต้นทุนการผลิต #MReportTH #IndustryNews
บทความยอดนิยม 10 อันดับ
- ไทยตั้งเป้าผลิตยานยนต์ปี 2569
- 18 ค่ายเครื่องจักรกลคาดปี 2569
- เปิด 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569
- วิธีวิเคราะห์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน
- CMM คืออะไร? Ultimate Guide สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (2569)
- ถอดรหัสอนาคตการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV
- “ยานยนต์ไร้คนขับ” กับทิศทางการเติบโตในปี 2022-2045
- ยอดขายรถยนต์ 2568
- สถิติส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนไทยปี 2568
- ยอดจดทะเบียนใหม่ยานยนต์ไฟฟ้า 2568
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
