ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม พ.ย. 2568 อยู่ที่ 89.1 กังวลน้ำท่วม–เงินบาทแข็ง

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม พ.ย. 2568 แตะ 89.1 ชี้เศรษฐกิจฟื้นปลายปี แต่ยังกังวลน้ำท่วม–เงินบาทแข็ง

อัปเดตล่าสุด 17 ธ.ค. 2568
  • Share :
  • 3,405 Reads   

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.1 จาก 87.3 ในเดือนก่อนหน้า ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการเข้าสู่ช่วงไฮซีซันปลายปี อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ การแข่งขันจากสินค้านำเข้า และค่าเงินบาทแข็งค่า สภาอุตสาหกรรมฯ แนะรัฐเร่งมาตรการเยียวยาและยกระดับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

กรุงเทพฯ 17 ธันวาคม 2568 — นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. แถลงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) เดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 89.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนตุลาคม สะท้อนสัญญาณฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี

ปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม

การปรับตัวดีขึ้นของดัชนีในเดือนพฤศจิกายน มาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค ประกอบกับการเข้าสู่ช่วง High Season ยังส่งผลเชิงบวกต่อการบริโภคสินค้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการได้เร่งการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองต่อคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น สำหรับการจำหน่ายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี และก่อนวันหยุดยาวในเดือนธันวาคม

ด้านการเจรจาการค้าเพื่อขยายตลาดส่งออกไทย อาทิ การค้าข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (Government-to-Government หรือ G2G) กับจีน (ปริมาณ 5 แสนตัน) และสิงคโปร์ (ปริมาณ 1 แสนตัน) มีส่วนช่วยขยายตลาดส่งออกให้เกษตรกร ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มรายได้และกำลังซื้อในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569  (ณ 1 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน 2568) อยู่ที่ 24.18% จากเป้าหมาย 33% ในไตรมาส 1 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

ปัจจัยกดดันที่ยังต้องเฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจาก อุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อโรงงานและชุมชนเป็นวงกว้าง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000–30,000 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2568 และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องในปี 2569 ราว 90,000 ล้านบาท

การระงับข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาชั่วคราว ยังทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อออกไป และกระทบต่อการค้าชายแดน อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการแข่งขันที่รุนแรงจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก็เป็นแรงกดดันสำคัญ โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 พบว่าการนำเข้า เพิ่มขึ้น +16.3% (YoY) จากปีก่อน และ เพิ่มขึ้น +8.68% (MoM) จากเดือนก่อน โดยเฉพาะสินค้าแผงวงจรไฟฟ้า (+28.69% YoY) ผลิตภัณฑ์พลาสติก (+14.33% YoY) และเหล็ก (+8.23% YoY) ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศอย่างชัดเจน นอกจากนั้น ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อยู่ที่ -5.77% YTD (เทียบอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 1 มกราคม กับ 26 พฤศจิกายน 2568) ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

ขณะเดียวกัน การแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเหล็ก รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ยังคงกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคส่งออก

ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า

ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า (กุมภาพันธ์ 2569) อยู่ที่ระดับ 94.9 เพิ่มขึ้นจาก 93.5 โดยมีปัจจัยบวกจากการปรับลดค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 เหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย การจัดงาน Motor Expo 2025 รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงต้นปี 2569 ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัยดังกล่าว แต่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญ เนื่องจาก ความเสียหายจากอุทกภัยครั้งใหญ่ ยังคงต้องได้รับการเร่งฟื้นฟูและเยียวยาเพื่อให้พื้นที่และกิจกรรมเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว อีกทั้ง การชะลอการเจรจาการค้าของสหรัฐฯ กับไทย อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ  

  1. เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ อาทิ เร่งให้บริษัทประกันจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยเร็ว กองทุนซ่อมแซมเครื่องจักรและมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับผู้ประสบอุทกภัย เป็นต้น
  2. เสนอให้ภาครัฐยกระดับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมเชิงระบบ พัฒนาคลองระบายน้ำ ควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีพยากรณ์ฝนและระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาระบบฐานข้อมูลประชากร และโครงสร้างการบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงทบทวนผังเมืองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและรับมือภัยพิบัติในระยะยาว
  3. เสนอให้ภาครัฐพิจารณาการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) ไปสู่ยังภาคอุตสาหกรรมอื่น นอกเหนือจากอุตสาหกรรม Data center เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม

 

#ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม #เศรษฐกิจไทย #อุตสาหกรรมไทย #MReportTH #IndustryNews

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / Tiktok / YouTube @MreportTH