ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. 69 ดิ่งต่ำสุดรอบ 42 เดือน เซ่นพิษสงคราม-น้ำมันแพง
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนพฤษภาคม 2569 ลดลงจากระดับ 50.6 มาอยู่ที่ 49.5 ซึ่งเป็นการร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 42 เดือน (นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565) สะท้อนความกังวลขั้นสุดของประชาชนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูง และภาระค่าครองชีพที่กดดันกำลังซื้ออย่างหนัก
กรุงเทพฯ, มิถุนายน 2569 — ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และหอการค้าไทย ได้สอบถามตัวอย่างจากประชาชนทั่วประเทศ 2,245คน แยกเป็นกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ร้อยละ 40.2 และต่างจังหวัดร้อยละ 59.8 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย และเพศหญิง ประมาณร้อยละ 49.8 และ 50.2 ตามลำดับ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. 2569 ต่ำสุดรอบ 8 เดือน กังวลสงคราม–ราคาน้ำมันกดดันเศรษฐกิจ
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่น
ปัจจัยด้านบวก
- รัฐบาลดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลสนับสนุนเงินร่วมจ่าย 60% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนประชาชน ร่วมจ่าย 40% หรือตอ้งเติมเงินเพิ่ม 133 บาทต่อวัน หรือประมาณ 667 บาทต่อเดือน โดยได้มีเปิดให้ลงทะเบียนเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน -30 กันยายน 2569
- สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังขยายตัวได้ 2.8% ต่อปีโดยเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจทั้งภาคการใช้จ่ายและภาคการผลิตยังขยายตัวได้ซึ่งวัดที่ขยายตัวได้สูงขึ้น การลงทุนรวม ทั้งของภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ถึง 10.1% ส่วนการส่งออกสินค้าก็ยังขยายตัวได้ถึง 12.6% พร้อมทั้งคงคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย ในปี 2569 ไว้ที่ 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) เท่ากับ ประมาณการในรอบก่อน ทั้งนี้ได้รวมผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกลาง และแรงส่งจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รวมไว้แล้ว
- การส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 31,582.99 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 23.12% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 41,604.29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 45.02% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 10,021.30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 ส่งออกได้รวม 127,752.84 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.90 และมีการนำเข้ารวม 147,250.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.72 ส่งผลให้ขาดดุลการค้ารวม 19,497.87 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวในอัตราสูง สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์จากต่างประเทศ แต่การนำเข้าที่ขยายตัวสูงกว่าส่งผลให้ยังคงขาดดุลการค้าในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป
- SET Index ในเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 74.68 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1,493.69 จุด ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 เป็น 1,568.37 จุด ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
ปัจจัยด้านลบ
- ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมถึงสิ่งที่ได้จากการผลิตน้ำมันก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยเม็ดพลาสติกในตลาดโลกได้ปรับตัวราคาขึ้นอย่างรวดเร็วและการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกให้ช้าลงหรือชะลอตัวลงและอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต
- ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 (E10) ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.45 และ 0.45 บาทต่อลิตร จากระดับ 42.08 และ 42.45 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ตามลำดับ มาอยู่ที่ระดับ 42.53 และ 42.90 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 ตามลำดับ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.50 บาทต่อลิตรจากระดับ 40.20 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 มาอยู่ที่ระดับ 40.70 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569
- ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงยังรู้สึกว่ารายได้ในปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันและพลังงานที่ผันผวนกดดันต้นทุนค่าครองชีพและค่าขนส่ง ทำให้ครัวเรือนบางส่วนปรับแผนการใช้จ่ายหรือเลื่อนการลงทุนเล็กน้อย
- ราคาข้าวเปลือกเจ้าและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ในระดับต่ำกว่าปี ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนักมีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัดในระยะนี้
- ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย -กัมพูชา แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่สถานการณ์ดังกล่าว ยังส่งผลให้เกิดความกังวลต่อประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา
- เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 32.347 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 เป็น 32.527 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569
- ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั่งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับขบวนการฮามาส (Hamas) ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น
- ความกังวลต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในเขตพื้นที่กทม.และปริมณฑลและในบางจังหวัดของภาคเหนือ และภาคกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ รอบ 42 เดือนนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 43.1 47.5 และ 57.9 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนเมษายน ที่อยู่ในระดับ 44.1 48.6 และ 59.0 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 เป็น 49.5 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายลงเมื่อไร ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 34.7 เป็น 33.6 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 58.3 มาอยู่ที่ระดับ 57.3 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าบริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วแค่ไหนและสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิถุนายนหรือเดือนหน้าจะเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเริ่มกลับมามั่นใจในภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสในเดือนมิถุนายน เป็นต้นไปรวม 4 เดือนจนถึงเดือนกันยายน 2569
#CCI #ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค #เศรษฐกิจไทย #หอการค้าไทย #การเมืองไทย #ค่าครองชีพ #GDPไทย #IndustryNews #MReportTH
บทความยอดนิยม 10 อันดับ
- ไทยตั้งเป้าผลิตยานยนต์ปี 2569
- 18 ค่ายเครื่องจักรกลคาดปี 2569
- เปิด 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569
- วิธีวิเคราะห์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน
- CMM คืออะไร? Ultimate Guide สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (2569)
- ถอดรหัสอนาคตการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV
- “ยานยนต์ไร้คนขับ” กับทิศทางการเติบโตในปี 2022-2045
- ยอดขายรถยนต์ 2568
- สถิติส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนไทยปี 2568
- ยอดจดทะเบียนใหม่ยานยนต์ไฟฟ้า 2568
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
