ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. 2568 ดีขึ้นต่อเนื่อง 3 เดือน

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. 2568 ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แม้ยังเผชิญความเสี่ยงเศรษฐกิจ

อัปเดตล่าสุด 4 ธ.ค. 2568
  • Share :
  • 3,025 Reads   

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สะท้อนความหวังของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แม้ดัชนียังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติและผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ สงครามการค้า และสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทย–กัมพูชา

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่จัดทำโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและหอการค้าไทย ได้ดำเนินการโดยออกแบบสอบถามตัวอย่างจากประชาชน ทั่วประเทศเป็นจำนวน 2,241 คน แยกเป็นกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ร้อยละ 40.2และต่างจังหวัดร้อยละ 59.8 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย และเพศหญิงประมาณร้อยละ 49.8และ 50.2 ตามลำดับ

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นของหอการค้าไทย

ปัจจัยด้านบวก

  • รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” คลอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อลดรายจ่ายและกระจายรายได้สู่ร้านค้าท้องถิ่น โดยเปิดลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง” วันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 และเริ่มใช้สิทธิต้ังแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยต้องใช้สิทธิครั้งแรกภายใน 11 พฤศจิกายน 2568 ผู้ที่ยื่นภาษีได้รับวงเงินสิทธิสูงสุด 2,400 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ยื่นภาษีได้รับสูงสุด2,000 บาท
  • มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น ค่าที่พัก และค่าอาหาร มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 30,000 บาท โดยสามารถใช้สิทธิได้ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม - 15 ธันวาคม 2568 เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น
  • การส่งออกของไทยในเดือนตุลาคม 2568 มีมูลค่า 28,835,59 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.66% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 32,272.46 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 16.25% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 3,436.87 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ช่วง 10 เดือนปี 2568 ส่งออกได้รวม 282,982.08 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.04 และมีการนำเข้ารวม 286,848.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.39 ส่งผลให้ขาดดุลการค้ารวม 3,866.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังคงทรงตัวจากเดือนที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 (E10) อยู่ที่ระดับ 31.48 และ 31.85 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ตามลำดับ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศ อยู่ที่ระดับ 30.94 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568
  • เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากระดับ 32.551 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 เป็น 32.398 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568

ปัจจัยด้านลบ

  • ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงผู้บริโภคยังรู้สึกว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตังสูงขึ้น
  • ความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดโดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการค้าขายและการท่องเที่ยว
  • ราคาข้าวเปลือกเจ้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มันสำปะหลัง และยางพารา อยู่ในระดับต่ำกว่าปี ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก มีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัดในระยะนี้
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ปี 2568 ว่าเศรษฐกิจขยายตัว 1.2% ทำให้ช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.4% คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะยังขยายตัวที่ 2.0% ขณะที่ในปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% โดยมีค่ากลางการประมาณการ 1.7%
  • SET Index ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับตัวลดลง 52.81 จุด โดยปรับตัวลดลงจาก 1,309.50 จุดณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 เป็น 1,256.69 จุด ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มใหญ่ สท้อนความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย -กัมพูชา ที่ยกระดับจนเกิดเหตุรุนแรงจนเกิดการสู้รบในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่สถานการณ์ดังกล่าว ยังส่งผลให้เกิดความกังวลต่อประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา รวมทั้งบรรยากาศการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนที่ชะงักงัน
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยงัคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับขบวนการฮามาส (Hamas) ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น

จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายน 2568 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 10 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 10 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะทำให้ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แม้ว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับผลการะทบทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้าก็ตาม

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 46.8 50.9 และ 61.9 ตามลำดับ ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 10 เดือน โดยปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนตุลาคม ที่อยู่ในระดับ 45.5 49.7 และ 60.6 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจนแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ออกมาเป็นรูปธรรมและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้า และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 51.9 เป็น 53.2 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 10 เดือน การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ สงครามการค้าและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้ 

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นดีขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 10 เดือน จากระดับ 35.3 เป็น 36.5 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 10 เดือน จาก 60.1 มาอยู่ที่ระดับ 61.5 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน แต่ผู้บริโภคเริ่มมีความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้จากนโยบายคนละครึ่งพลัสและนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาล ซึ่งจะต้องตามดูสถานการณ์ต่อไปว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนถัดไปจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด คาดว่าผู้บริโภคจะเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

 

#ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค #เศรษฐกิจไทย #GDP Thailand #อุตสาหกรรมไทย #MReportTH #IndustryNews

 

ทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH