ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. 2569 ต่ำสุดรอบ 8 เดือน กังวลสงคราม–ราคาน้ำมัน

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. 2569 ต่ำสุดรอบ 8 เดือน กังวลสงคราม–ราคาน้ำมันกดดันเศรษฐกิจ

อัปเดตล่าสุด 12 พ.ค. 2569
  • Share :
  • 2,284 Reads   

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนเมษายน 2569 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ระดับ 51.8 จาก 53.7 ในเดือนก่อนหน้า ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน สะท้อนความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และมองว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า

กรุงเทพฯ, พฤษภาคม 2569 — ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ประจำเดือนเมษายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 2,241 คน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากระดับ 53.7 มาอยู่ที่ 51.8 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่น

ปัจจัยด้านบวก

  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโนบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน
  • การส่งออกของไทยในเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่า 35,157.14 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 35.73% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 3,339.50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ทำให้ช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 ส่งออกได้รวม 96,169.85 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 17.58% และมี การนำเข้ารวม 105,646.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 32.37% ส่งผลให้ขาดดุลการค้ารวม 9,476.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  •  SET Index ในเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45.55 จุด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1,448.14 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 เป็น 1,493.69 จุด ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 
  • ความคาดหวังต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรฐกิจของรัฐบาล

ปัจจัยด้านลบ

  • ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงสิ่งที่ได้จากการผลิตน้ำมันก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกได้ปรับตัวราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกให้ช้าลงหรือชะลอตัวลง และอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต
  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.6% ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.0% เนื่องจากได้รับผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ ยังคงมีแรงสนับสนุนจากการบริโภค และการลงทุนจากภาคเอกชน รวมถึงภาครัฐด้วย
  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP)  ของไทยในปี 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 1.5% แต่ในปี 2570 ได้ปรับลด GDP  ลงเหลือ 2.0%       จากที่เคยคาดไว้ 2.3% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรง ผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ และการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน
  • ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล์ ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 (E10) ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.40 และ 0.40 บาทต่อลิตร จากระดับ 41.68 และ 42.45 บาทต่อลิตร  ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ตามลำดับ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศ ปรับตัวลดลงประมาณ 0.54 บาทต่อลิตร จากระดับ 40.74 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 มาอยู่ที่ระดับ 40.20 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 แต่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
  • ผู้บริโภคมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ รวมถึงยังรู้สึกว่ารายได้ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันและพลังงานที่ผันผวนกดดันต้นทุนค่าครองชีพและค่าขนส่ง ทำให้ครัวเรือนบางส่วนปรับแผนการใช้จ่ายหรือเลื่อนการลงทุนเล็กน้อย
  • ราคาข้าวเปลือกจ้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก มีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัดในระยะนี้
  • เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 32.294 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ เดือนมีนาคม 2569 เป็น 32.347 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ซึ่งกดดันเงินบาทและสกลภูมิภาคเอเชียอื่นให้อ่อนค่าลงตาม
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่สถานการณ์ดังกล่าว ยังส่งผลให้เกิดความกังวลต่อประชาชนในจังหวัดแนวตามชายแดนไทยกัมพูชา
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอลและขบวนการฮามาส (Hamas) ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมณฑล และในบางจังหวัดของภาคเหนือ และภาคกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนเมษายน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน 

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 44.1 48.6 และ 59.0 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนมีนาคม ที่อยู่ในระดับ 45.5 49.8 และ 60.2 ตามลำดับ การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 51.8 เป็น 50.6 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายลงเมื่อไร ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 35.9 เป็น 34.7 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตปรับตัวลดลงจากระดับ 59.7 มาอยู่ที่ระดับ 58.3 การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่าบริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

 

#CCI #ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค #เศรษฐกิจไทย #หอการค้าไทย #การเมืองไทย #ค่าครองชีพ #GDPไทย #IndustryNews #MReportTH

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH