ส.อ.ท. ประเมินผลภาษีสหรัฐฯ 12.5% หนุนเจรจา ART รักษาความสามารถแข่งขันสินค้าไทย

ส.อ.ท. ประเมินผลภาษีสหรัฐฯ 12.5% หนุนเจรจา ART รักษาความสามารถแข่งขันสินค้าไทย

อัปเดตล่าสุด 24 ก.ค. 2569
  • Share :
  • 2,457 Reads   

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามมาตรการภาษีสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 อย่างใกล้ชิด หลังไทยถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 12.5% พร้อมประสานกระทรวงพาณิชย์ประเมินผลกระทบเป็นรายสินค้า และสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานแรงงานและห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

ก.พาณิชย์ ประเมินผลมาตรา 301 เชื่อมั่นการเจรจา ART รักษาความสามารถแข่งขันสินค้าไทย

24 กรกฏาคม 2569 — นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังติดตามมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาอย่างใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 เขตเศรษฐกิจ กรณีไม่สามารถกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

👉 อ่านต่อ: ส.อ.ท. ชี้งบปี 2570 ต้องเป็น “งบลงทุนอนาคต” เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

​สำหรับประเทศไทย สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% จากอัตราภาษีปกติ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 แทนมาตรการภาษีชั่วคราวอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ซึ่งสิ้นสุดลงในวันเดียวกัน มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมไทย เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ โดยในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 38,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23.5% ของมูลค่าการส่งออกไทยทั้งหมด 

การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีจึงอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก เช่น อาหารและอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายพิกัดสินค้า เนื่องจากมาตรการดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท รวมถึงสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว ดังนั้น ส.อ.ท. จะเร่งหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กลุ่มอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินขอบเขตสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ภาระต้นทุนภาษี แนวโน้มคำสั่งซื้อ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการพิจารณานำเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ตรงความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและมาตรฐานสากลมาโดยตลอด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกที่ต้องผ่านการตรวจประเมินจากคู่ค้าระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ไทยควรใช้จุดแข็งดังกล่าวยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ แหล่งกำเนิดสินค้า และข้อมูลวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเจรจากับสหรัฐฯ ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์

ขณะที่การรับมือกับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ไม่ควรมองเฉพาะมาตรา 301 เป็นรายประเด็น แต่ต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การค้าระยะยาวของประเทศ และเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

1) การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด (Market Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

2) การยกระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และแหล่งกำเนิดสินค้า

3) การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการพัฒนานวัตกรรม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันแม้เผชิญต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น

4) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น

นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หรือ ART ภายใต้การนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะมีส่วนสำคัญในการเจรจาไปสู่ข้อสรุปที่สมดุล เป็นธรรม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการต่อไป

 

#สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #สอท #ภาษีสหรัฐ #มาตรา301 #ART #การค้าระหว่างประเทศ #ส่งออกไทย #เศรษฐกิจไทย #ผู้ประกอบการไทย #อุตสาหกรรมไทย #SupplyChain #ForcedLabor #TradePolicy #FTI #IndustryNews #MReportTH

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH