10 สมาคมเหล็กไทยจี้รัฐแก้วิกฤตเหล็กจีน ดัน Green Steel สู่ Net Zero

10 สมาคมเหล็กไทยยื่นข้อเสนอรัฐ เร่งแก้วิกฤตเหล็กจีน ดัน Green Steel สู่ Net Zero

อัปเดตล่าสุด 27 พ.ค. 2569
  • Share :
  • 923 Reads   

กลุ่ม 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เสนอ 8 มาตรการเร่งด่วนแก้วิกฤตเหล็กนำเข้าราคาต่ำและปัญหา Overcapacity พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Green Steel และเป้าหมาย Net Zero เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาว

27 พฤษภาคม 2569 — กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดยนายนาวา จันทนสุรคน นายกกิติมศักดิ์สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย  เข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือและนำเสนอ “ข้อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย” ท่ามกลางสถานการณ์เหล็กจีนทุ่มตลาดและการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดโลก ซึ่งกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม  

กลุ่ม 10 สมาคมฯ ซึ่งมีสมาชิกรวมกว่า 510 บริษัท และมีการจ้างงานทางตรงกว่า 51,000 คน ระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กถือเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศ และเสมือนกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้แก่ ก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์อาหาร และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาพึ่งพาการนำเข้าเหล็กสูง โดยประเทศไทยมีความต้องการใช้เหล็กราว 16.5 - 18 ล้านตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่เป็นเหล็กนำเข้า โดยเป็นการใช้สินค้าเหล็กที่ ผลิตภายในประเทศ เพียง 6.5 - 7 ล้านตันต่อปี  ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization)  ของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศไทย ถดถอยลงเรื่อยมา จนเหลือเพียง 27.9% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 75% 

ในการเข้าเรียนพบครั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กต่อกระทรวงอุตสาหกรรม  3 มาตรการหลัก รวม 8 มาตรการย่อย ได้แก่

มาตรการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก

ประกอบด้วย

1. มาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าที่มีปัญหา Overcapacity เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กกล้าไร้สนิม โดยอนุญาตเฉพาะการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพโดยไม่เพิ่มกำลังการผลิต 

2. การควบคุมโรงงานเหล็กเส้นที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเตาหลอมเหนี่ยวนำ หรือ Induction Furnace (IF) ต้องผ่านการพิสูจน์เทคโนโลยีและกระบวนการควบคุมคุณภาพ และความบริสุทธิ์ของเหล็กต่อคณะกรรมการวิชาการของ สมอ. เพื่อป้องกันปัญหาเหล็กไม่ได้มาตรฐานกลับเข้าสู่ตลาด 

ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ชี้แจงว่า  ได้ลงนามในร่างประกาศมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนแล้ว เพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ นอกจากนี้ นายวราวุธยังย้ำว่า กระทรวงอุตสาหกรรมตระหนัก ถึงข้อกังวลด้านคุณภาพของการผลิตเหล็กด้วยระบบ Induction Furnace (IF) และมีนโยบายชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของโรงงานเหล็ก ระบบ IF ไปสู่ระบบเตาหลอมอาร์กไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF)  ทั้งนี้จะพิจารณากำหนดแนวทางและระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม พร้อมทั้งจำกัด การใช้เหล็กจากระบบ IF ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน (Application) ของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม 

มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าและเหล็กในประเทศ 

1. การควบคุมสินค้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรฐานและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย

2. การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT)   ในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน PPP และโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใช้สินค้าและเหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้นโยบาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและการจ้างงาน

3. การสนับสนุน มาตรการทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard: SG) และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงทางการค้า (Anti-Circumvention: AC) เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม  

มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อมุ่งสู่การยกระดับด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Steel 

1. ฉลากสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 - 5 Plus เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

2. การสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กคาร์บอนต่ำ

3. การสนับสนุนอุตสาหกรรมจัดการและรีไซเคิลซากยานยนต์  เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเพิ่มวัตถุดิบรีไซเคิลภายในประเทศ

ในประเด็นดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับกรอบเป้าหมายการดำเนินงานด้าน Net Zero ของประเทศไทย จากเดิมปี ค.ศ. 2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 พร้อมขอให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเร่งพิจารณาแนวทางการปรับตัว การลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมยังเปิดเผยว่า ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์แล้ว เห็นชอบในหลักการตรงกันว่า ประเทศไทยควรมีมาตรการสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยเฉพาะการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Steel) ซึ่งเศษเหล็กถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของกระบวนการผลิตเหล็กยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวนโยบาย Green Industry และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว 

ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้ยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐในการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ Green Steel และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเห็นว่า “อุตสาหกรรมเหล็กที่เข้มแข็ง คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย”
 

#อุตสาหกรรมเหล็ก #เหล็กไทย #GreenSteel #NetZero #อุตสาหกรรมสีเขียว #LowCarbonSteel #SteelIndustry #MadeInThailand #CircularEconomy #รีไซเคิลเหล็ก #EAF #GreenIndustry #อุตสาหกรรมไทย #เศรษฐกิจไทย #วราวุธศิลปอาชา #กระทรวงอุตสาหกรรม #ThailandIndustry #IndustryNews #MReportTH

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH