โรงงานจีนขยายฐานผลิต ดึงซัพพลายเชนตาม ไทยยังได้เปรียบหรือไม่?

โรงงานจีนขยายฐานผลิตต่างประเทศ ดึงห่วงโซ่อุปทานตาม ไทยยังได้เปรียบในอุตสาหกรรมยานยนต์หรือไม่?

อัปเดตล่าสุด 28 ก.ย. 2569
  • Share :
  • 1,780 Reads   

การขยายฐานการผลิตของบริษัทจีนในต่างประเทศกำลังเปลี่ยนโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงการย้ายฐานประกอบรถยนต์ แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกำลังเข้ามาลงทุนตามมากขึ้น ทำให้คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยไม่ใช่เพียงว่า “จีนเข้ามาลงทุนมากแค่ไหน” แต่คือ ผู้ผลิตไทยสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้มากเพียงใด

ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนจากจีนในไทยขยายครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น จากเดิมที่ผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาลงทุนก่อน ก่อนที่จะดึงผู้ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบต้นน้ำ และธุรกิจสนับสนุนจากจีนเข้ามาเสริมระบบนิเวศการผลิตให้ครบวงจรมากขึ้น

จากฐานประกอบรถ สู่ระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร

ประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค และมีข้อได้เปรียบจากฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนที่สะสมมานาน โครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ และเครือข่ายการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน

โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการลงทุนจากจีน เนื่องจากมีทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่พร้อมรองรับการผลิต วิจัยกรุงศรีระบุว่าในปี 2568 ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่สัญชาติจีนใน EEC มีจำนวน 83 ราย หรือ 27% ของผู้ประกอบธุรกิจต่างชาติรายใหม่ทั้งหมด สูงกว่าญี่ปุ่นที่ 67 ราย และสิงคโปร์ที่ 46 ราย

ในกลุ่มยานยนต์ ระยองกลายเป็นฐานสำคัญของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนหลายราย ขณะที่ชลบุรีมีการลงทุนในกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ ทั้งแบตเตอรี่และชิ้นส่วนยานยนต์ สะท้อนว่าการลงทุนไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงงานประกอบรถยนต์ แต่กำลังขยายไปสู่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตในหลายระดับของห่วงโซ่อุปทาน

เมื่อผู้ผลิตจีนเข้ามา ซัพพลายเออร์จีนก็ตามมาด้วย

ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาคือ ผู้ผลิตรถยนต์จีนบางรายไม่ได้เริ่มต้นระบบการผลิตในไทยจากการพึ่งพาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศทั้งหมด แต่ยังนำเข้าชิ้นส่วนหลักจากจีน หรือดึงเครือข่ายซัพพลายเออร์เดิมเข้ามาตั้งฐานการผลิตใกล้กับโรงงานประกอบ

→ อ่านต่อ: บีโอไอผนึกกำลัง GAC AION ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลาง EV

วิจัยกรุงศรีระบุว่า ผู้ผลิต BEV สัญชาติจีนจำนวนมากยังคงนำเข้าชิ้นส่วนหลักจากจีน หรือดึงห่วงโซ่อุปทานที่เป็นเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนจากจีนเข้ามาด้วย โดยมีปัจจัยทั้งด้านต้นทุนการผลิตและขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของผู้ผลิตไทยบางส่วนที่ยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับผู้ผลิตจีน

ภาพดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างระหว่าง “การลงทุนเกิดขึ้นในประเทศไทย” กับ “มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในประเทศไทย” เพราะแม้โรงงานผลิตรถยนต์จะตั้งอยู่ในไทย แต่หากชิ้นส่วนสำคัญ แบตเตอรี่ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือเทคโนโลยีการผลิตยังมาจากต่างประเทศ ผลประโยชน์ที่ตกอยู่กับผู้ผลิตไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับมูลค่าการลงทุน

จีนขึ้นเป็นแหล่งนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์อันดับหนึ่งของไทย

แรงกดดันต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเห็นได้ชัดจากการค้า โดยวิจัยกรุงศรีระบุว่าในปี 2568 มูลค่าการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยเพิ่มขึ้น 7.7% และ จีนกลายเป็นแหล่งนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์อันดับหนึ่งของไทย คิดเป็น 30.9% ของมูลค่าการนำเข้าชิ้นส่วนทั้งหมด ขณะที่การนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนเพิ่มขึ้น 34.2%

ในอีกด้านหนึ่ง ไทยยังมีฐานการผลิตชิ้นส่วนที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์สูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับ 10 ของโลก ความได้เปรียบดังกล่าวมาจากฐานการผลิตที่สะสมมานาน เทคโนโลยีและประสบการณ์การผลิต รวมถึงเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่

ดังนั้น ภาพของอุตสาหกรรมไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่าง “ผู้ผลิตไทย” กับ “ผู้ผลิตจีน” แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แบบเดิมไปสู่ระบบการผลิตที่มีผู้เล่นจีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

โจทย์ใหม่ของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย

สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การยกระดับจากการผลิตชิ้นส่วนที่มีการแข่งขันด้านราคา ไปสู่ผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนสำหรับ EV ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบควบคุม แบตเตอรี่ รวมถึงชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ซึ่งมีโอกาสเติบโตตามการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์

ขณะเดียวกัน การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึง ต้นทุน คุณภาพ มาตรฐาน ความเร็วในการผลิต และความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับทั้งเทคโนโลยีการผลิต ระบบอัตโนมัติ การควบคุมคุณภาพ และขีดความสามารถด้านวิศวกรรม เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ข้อกำหนดของผู้ผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ได้

→ อ่านต่อ: โอกาสของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยในซัพพลายเชน EV

ไทยยังได้เปรียบ แต่ความได้เปรียบกำลังเปลี่ยนรูป

คำถามว่าไทยยังได้เปรียบใน Automotive Supply Chain หรือไม่ จึงอาจต้องเปลี่ยนจากการมองเพียง “ฐานการผลิตที่มีอยู่เดิม” ไปสู่ความสามารถในการเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ยุคใหม่

ไทยยังมีฐานสำคัญจากทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน ประสบการณ์การผลิต และความเชื่อมโยงกับตลาดอาเซียน ขณะที่การลงทุนจากจีนกำลังเพิ่มความหนาแน่นของระบบนิเวศการผลิต โดยเฉพาะใน EEC

แต่ความได้เปรียบดังกล่าวจะสร้างมูลค่าให้กับภาคการผลิตไทยได้มากเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ผลิตไทยสามารถขยับเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตจีนและยานยนต์ไฟฟ้าได้ลึกแค่ไหน ไม่ใช่เพียงการเป็นฐานผลิตที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

ในระยะต่อไป การยกระดับเทคโนโลยี ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดบทบาทของผู้ผลิตไทยใน Automotive Supply Chain ที่กำลังเปลี่ยนแปลง
 
 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH</