ผู้ผลิตเหล็กเผชิญแรงกดดันต้นทุนพุ่ง หลังราคาน้ำมันดิบขาขึ้น กระทบกำไรธุรกิจ
อุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากทั้งราคาวัตถุดิบนำเข้า ค่าแรง และต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงจากสถานการณ์
ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
บริษัทเหล็กชั้นนำของญี่ปุ่น เช่น JFE Steel, Nippon Steel และ Kobe Steel ได้เริ่มส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่มเหล็กแผ่นบาง (thin sheet) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องจักร ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์
ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งจากค่าเงินและปัญหาซัพพลาย
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่น (Ministry of Finance Japan) ระบุว่า ราคานำเข้าถ่านโค้ก (coking coal) ซึ่งใช้ในกระบวนการผลิตเหล็ก อยู่ที่ประมาณ 24,700 เยนต่อตันในเดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 13% จากระดับต่ำสุดในปีที่ผ่านมา
ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่ามาอยู่ที่ประมาณ 150 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปลายปี 2025 ยิ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น
นอกจากนี้ เหตุการณ์ฝนตกหนักในออสเตรเลียยังส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทาน ทำให้ราคาถ่านโค้กในตลาดสปอตพุ่งขึ้นอีกประมาณ 15%
ด้านราคาแร่เหล็กยังคงอยู่ในระดับสูงที่ราว 15,000 เยนต่อตัน สูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ถึงประมาณ 50%
ผู้ผลิตเหล็กเร่งขึ้นราคา สะท้อนต้นทุนที่รับไม่ไหว
JFE Steel เตรียมปรับขึ้นราคาเหล็กแผ่นบางทั่วไปประมาณ 10,000 เยนต่อตัน (5–10%) ตั้งแต่การส่งมอบในเดือนพฤษภาคม โดยระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบหลักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงต้นปี 2026
ด้าน Nippon Steel ได้ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่สำหรับสแตนเลสเกรดพิเศษ และเตรียมปรับขึ้นราคาเหล็กแผ่นบางประมาณ 10% สำหรับคำสั่งซื้อเดือนเมษายน ซึ่งนับเป็นการขึ้นราคาครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี
ขณะที่ Kobe Steel เตรียมปรับขึ้นราคามากกว่า 10,000 เยนต่อตัน สำหรับเหล็กแผ่นบางที่ใช้ในงานก่อสร้าง โดยมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถือเป็นการปรับราคาครั้งแรกในรอบประมาณ 4 ปี

ราคาน้ำมันดิบพุ่ง เสี่ยงกระทบต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์
สถานการณ์ความตึงเครียดใน Iran ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และอาจกระทบเส้นทางขนส่งสำคัญอย่าง Strait of Hormuz ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งพลังงานของโลก
แนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าไฟฟ้าที่มีโอกาสปรับสูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน
สิ่งนี้อาจส่งผลโดยตรงต่อโรงงานเตาหลอมไฟฟ้า (electric furnace) ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการผลิตเหล็กจากเศษเหล็ก
ความเสี่ยงซัพพลายเชนเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมเตือนว่า หากการส่งออกเหล็กราคาถูกจากจีนเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลางเกิดการติดขัด อาจทำให้สินค้าถูกเบี่ยงไปยังภูมิภาคอื่น และสร้างความผันผวนให้ตลาดโลก
ในภาวะที่ทั้งต้นทุนและความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น การบริหารความเสี่ยงในซัพพลายเชนจึงกลายเป็นประเด็นเร่งด่วนสำหรับผู้ประกอบการเหล็กทั่วโลก
ที่มา: Nikkan Kogyo Shimbun
บทความยอดนิยม 10 อันดับ
- ไทยตั้งเป้าผลิตยานยนต์ปี 2569
- 18 ค่ายเครื่องจักรกลคาดปี 2569
- เปิด 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569
- วิธีวิเคราะห์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน
- CMM คืออะไร? Ultimate Guide สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (2569)
- ถอดรหัสอนาคตการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV
- “ยานยนต์ไร้คนขับ” กับทิศทางการเติบโตในปี 2022-2045
- ยอดขายรถยนต์ 2568
- สถิติส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนไทยปี 2568
- ยอดจดทะเบียนใหม่ยานยนต์ไฟฟ้า 2568
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
