กลยุทธ์ Electrification ค่ายรถโลกให้ผลลัพธ์ต่างกันชัดเจน EV ชะลอ ขณะที่ Hybrid ยังแกร่ง
ผลประกอบการปี 2025 ของผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ทั่วโลกสะท้อนภาพชัดเจนว่า “กลยุทธ์ Electrification” ของแต่ละค่ายให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เริ่มชะลอตัว ขณะที่รถยนต์ไฮบริด (HV) กลับแสดงความแข็งแกร่ง และกลายเป็นตัวพยุงรายได้สำคัญของหลายบริษัท
EV ชะลอ กดดันค่ายรถสหรัฐ-ยุโรป
ค่ายรถยนต์สหรัฐอย่าง General Motors และ Ford Motor ต่างเผชิญแรงกดดันจากธุรกิจ EV ที่ยังไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ตามเป้าหมาย โดย Ford มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นหลักชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่หน่วยธุรกิจ EV อย่าง Model e ยังคงขาดทุน และยังได้รับผลกระทบจากการบันทึกค่าเสื่อมมูลค่าสินทรัพย์ (impairment) ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมติดลบในงวดล่าสุด
ด้าน General Motors ปรับลดกำลังการผลิตและการลงทุนใน EV เพื่อให้สอดคล้องกับดีมานด์ที่ชะลอลง พร้อมทั้งรับภาระค่าใช้จ่ายพิเศษจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ เช่น การยุติมาตรการสนับสนุนยอดขาย (subsidy) ซึ่งกดดันกำไรของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา
ในขณะที่ Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก มียอดขายทั่วโลกลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการยุติเงินอุดหนุนในยุโรป และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตจีน ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานมีแนวโน้มลดลง สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากยุคเติบโตสูงสู่ช่วงการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น
ในยุโรป Volkswagen และ Stellantis กำลังเผชิญความท้าทายจากการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในจีนให้กับผู้ผลิตท้องถิ่นที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขณะเดียวกัน การเติบโตของตลาด EV ในยุโรปที่ชะลอลง ทำให้ Stellantis ต้องเตรียมบันทึกค่าใช้จ่ายขนาดใหญ่จากการปรับโครงสร้างธุรกิจ EV
Hybrid ยังแข็งแรง พร้อมโจทย์ใหญ่ Supply Chain
ในฝั่งผู้ผลิตญี่ปุ่น Toyota Motor Corporation ยังคงโดดเด่นด้วยผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ไฮบริดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดอเมริกาเหนือ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษี แต่ด้วยความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และการปรับราคาขาย บริษัทสามารถเพิ่มยอดขายทั่วโลกและรักษาระดับกำไรในระดับสูงได้ พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการสำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026
อย่างไรก็ตาม Nissan Motor และ Honda Motor กลับเผชิญสถานการณ์ที่ท้าทายมากกว่า โดย Nissan รายงานผลขาดทุนจากค่าใช้จ่ายด้านการปรับโครงสร้างและการด้อยค่าสินทรัพย์ ขณะที่ยอดขายทั่วโลกลดลงในหลายภูมิภาคสำคัญ ด้าน Honda มีกำไรจากการดำเนินงานลดลงจากผลกระทบของภาษี รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ EV ทั้งการตั้งสำรองและการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ด้านการพัฒนา ส่งผลให้บริษัทเตรียมทบทวนกลยุทธ์ EV และหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของรถยนต์ไฮบริดมากขึ้น
ทางด้าน Hyundai Motor Company แม้กำไรจะลดลงจากแรงกดดันด้านภาษี แต่สามารถทำยอดขายรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ไฮบริดที่เติบโตเกือบ 30% และมีสัดส่วนเกิน 15% ของยอดขายรวมทั่วโลก
สวนทางกับ BYD ซึ่งยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดจีนและต่างประเทศ โดยอาศัยความแข็งแกร่งของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อย่างไรก็ตาม บริษัทเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำไรจากการแข่งขันที่รุนแรงภายในประเทศ

ทั้งนี้ ปัจจัยเชิงโครงสร้างยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ ราคายานยนต์ไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายมากขึ้น ทั้ง Hybrid และเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE)
ขณะเดียวกัน นโยบายด้านภาษีของสหรัฐยังเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตยานยนต์ต้องเร่งปรับตัว ทั้งในด้านการเพิ่มการผลิตภายในประเทศ (local production) และการปรับโครงสร้างเครือข่ายจัดซื้อ (procurement network) ที่สั่งสมมานาน ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่อาจกำหนดทิศทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะถัดไป
ที่มา: Nikkan Kogyo Shimbun
บทความยอดนิยม 10 อันดับ
- ไทยตั้งเป้าผลิตยานยนต์ปี 2569
- 18 ค่ายเครื่องจักรกลคาดปี 2569
- เปิด 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569
- วิธีวิเคราะห์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน
- CMM คืออะไร? Ultimate Guide สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (2569)
- ถอดรหัสอนาคตการรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV
- “ยานยนต์ไร้คนขับ” กับทิศทางการเติบโตในปี 2022-2045
- ยอดขายรถยนต์ 2568
- สถิติส่งออกกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนไทยปี 2568
- ยอดจดทะเบียนใหม่ยานยนต์ไฟฟ้า 2568
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
