อุตสาหกรรมดันนิคมคาร์บอนต่ำ เชื่อมตลาดคาร์บอนโลก นำร่องบางปู–แหลมฉบัง

ก.อุตฯ เดินหน้าเมืองคาร์บอนต่ำ ดันนิคมฯ ไทยเชื่อมตลาดคาร์บอนโลก

อัปเดตล่าสุด 6 พ.ค. 2569
  • Share :
  • 675 Reads   

กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าผลักดัน “นิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ” ผ่านโครงการ Low Carbon Cities & Carbon Market Development (LCC) เชื่อมระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตไทยสู่ตลาดโลก พร้อมนำร่อง 3 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ บางปู และแหลมฉบัง โดย กนอ. เตรียมใช้งบลงทุนกว่า 3.5 พันล้านบาท สนับสนุนพลังงานสะอาด ระบบ ESCO และกลไก Carbon Finance เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว

กรุงเทพฯ, 5 พฤษภาคม 2569 — นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยภายใต้โครงการ Low Carbon Cities & Carbon Market Development (LCC) ซึ่งถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์ระดับประเทศ มุ่งพัฒนา “ระบบนิเวศการเงินคาร์บอน” และตลาดคาร์บอนของไทยให้เชื่อมต่อกับตลาดสากล

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ธนาคารโลก EXIM Bank และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency: EE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคอุตสาหกรรมและทรัพย์สินภาครัฐ

กนอ. นำร่อง 3 นิคมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เชื่อมตลาดคาร์บอนโลก

นายวราวุธ ระบุว่า โครงการ LCC มีเป้าหมายสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้าน Carbon Finance และ Voluntary Carbon Market ของไทย ให้มีความโปร่งใส น่าเชื่อถือ และสามารถเชื่อมต่อกับตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กนอ. หรือ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมเป็นหน่วยงานนำร่องภาครัฐ (Public Sector Organizations: PSOs) และจะได้รับการสนับสนุนงบลงทุนประมาณ 3.5 พันล้านบาท สำหรับพัฒนาโครงการในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

พื้นที่เป้าหมายระยะแรก ได้แก่:

  • นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน
  • นิคมอุตสาหกรรมบางปู
  • นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง

โดยคาดว่าจะคัดเลือกพื้นที่แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนจัดทำร่าง RFP และเปิดให้บริษัท ESCO เข้าประเมินโครงการในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569

หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขออนุมัติเงินกู้ และเริ่มติดตั้งระบบพลังงานสะอาด เช่น Solar Rooftop และระบบเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อให้สามารถเริ่มกลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ภายในปี 2570

(อ่านต่อ: กนอ. ดึงงบธนาคารโลก 100 ล้านดอลลาร์ฯ ปฏิรูปนิคมฯ สู่คาร์บอนต่ำ)

เปิดโมเดล Carbon Finance ใช้ ESCO–Carbon Credit ขับเคลื่อน Green Industry

อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการนี้ คือการนำ “นวัตกรรมทางการเงินคาร์บอน” เข้ามาใช้ในระดับโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม

กนอ. จะใช้โมเดลธุรกิจผ่านบริษัทจัดการพลังงาน (ESCOs) ซึ่งจะเป็นผู้ลงทุนและดำเนินโครงการ โดยใช้เงินกู้จาก EXIM Bank ขณะที่ภาครัฐจะชำระค่าบริการจาก “ผลประหยัดพลังงานที่ตรวจสอบได้จริง” หรือ Performance-based Model

นอกจากนี้ กนอ. จะทำหน้าที่เป็นเจ้าของสิทธิ์คาร์บอนเครดิต ผ่านกลไก Coordinating and Managing Entity (CME) โดยมีธนาคารกรุงไทยและกองทุน Verified Emission Reductions Monetization Facility (VERMF) เป็นผู้บริหารจัดการ

กลไกดังกล่าวจะช่วย “รวบรวม–ตรวจสอบ–แปลงมูลค่า” คาร์บอนเครดิตไทยให้สามารถซื้อขายในตลาดคาร์บอนทั้งแบบ Spot และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

รัฐบาลคาดว่า ภายในระยะเวลา 10 ปี โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2.33 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตเฉลี่ยราว 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

นอกจากช่วยลดต้นทุนพลังงานภาครัฐแล้ว ยังช่วยสร้าง Green Jobs เพิ่มทักษะแรงงานด้านพลังงานสะอาด และยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนเครดิตไทยในเวทีโลก

ไทยเร่งสร้าง Green Industrial Ecosystem รับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

โครงการ Low Carbon Cities & Carbon Market Development ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้กลไก Carbon Finance และ Carbon Market เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวในระยะยาว

หากดำเนินการได้ตามแผน ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของนิคมอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Green Investment ระดับโลก

(อ่านต่อ: คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คืออะไร)

#กนอ #นิคมอุตสาหกรรม #คาร์บอนเครดิต #CarbonMarket #LowCarbon #GreenIndustry #NetZero #ESG #พลังงานสะอาด #IndustrialEstate #EXIMBank #CarbonCredit #SustainableIndustry #MReportTH

 

บทความยอดนิยม 10 อันดับ

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH