วิกฤตราคาน้ำมัน 2026 กับกำไรที่หายไปของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย
KEY INSIGHTS
- การวิเคราะห์นี้ชี้ว่า เมื่อราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น เพิ่มขึ้นในระยะสั้น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.40 และผลตอบแทนการผลิตลดลงร้อยละ 15.86 คิดเป็นมูลค่าผลกระทบประมาณ 50,817 ล้านบาท
- ในกรณีความขัดแย้งยืดเยื้อจนราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.72 และอาจเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 4.59 ขณะที่ ผลตอบแทนการผลิตลดลงร้อยละ 30.77 และอาจลดลงสูงถึงร้อยละ 51.89 ทำให้มูลค่าผลกระทบขยายเป็นประมาณ 98,599 ล้านบาท และอาจสูงถึง 166,302 ล้านบาท
- แม้จะเป็นเพียงภาวะช็อกของราคาน้ำมันในระยะสั้น แต่กลับสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงขึ้น ต้นทุนการผลิตก็จะปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ผลตอบแทนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
- ในเชิงรายสาขา การผลิตลวดและสายเคเบิลชนิดหุ้มฉนวนเป็นสาขาที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นสูงสุด ขณะที่ การผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับงานอุตสาหกรรมเป็นสาขาที่ผลตอบแทนลดลงสูงสุด
ในเชิงรายสาขา การผลิตลวดและสายเคเบิลชนิดหุ้มฉนวนเป็นสาขาที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นสูงสุด ขณะที่ การผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับงานอุตสาหกรรมเป็นสาขาที่ผลตอบแทนลดลงสูงสุด
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น เช่น ความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางจากความขัดแย้งทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและการส่งออกพลังงาน ขณะเดียวกัน บริษัทขนส่งทางทะเลและเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนได้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือชะลอการเดินเรือชั่วคราวจากความกังวลด้านความปลอดภัย ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและการประกันภัยการเดินเรือมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น
ภายใต้บริบทดังกล่าว การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบไม่ได้ส่งผลจำกัดอยู่เพียงมิติของตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านไปยังภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในระดับโลกด้วย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ โดยส่งผลกระทบทั้งทางตรงผ่านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นในกระบวนการผลิตและทางอ้อมผ่านการปรับเพิ่มของราคาวัตถุดิบ ปิโตรเคมี ต้นทุนโลจิสติกส์ ตลอดจนความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ดังนั้น การวิเคราะห์ผลกระทบของความผันผวนของราคาน้ำมันต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยจึงมีความสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงเชิงโครงสร้างและการกำหนดแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
ภาพรวมราคาน้ำมันดิบโลก
ราคาน้ำมันดิบจากตลาดกลางซื้อขายน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เบรนท์ (Brent) และดูไบ (Dubai) ได้มีการปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมี.ค. 2026 เป็นต้นมา ทั้งนี้ ราคาซื้อขายน้ำมันดิบจากเวสต์เท็กซัสและน้ำมันดิบเบรนท์ได้มีการปรับเพิ่มสูงสุด ณ วันที่ 20 มี.ค. 2026 อยู่ที่ระดับ 98.23 และ 106.41 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามลำดับ ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับเพิ่มสูงสุด ณ วันที่ 19 มี.ค. 2026 อยู่ที่ระดับ 137.82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งมีสาเหตุมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล รวมถึงการมีบทบาทสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยความขัดแย้งดังกล่าวได้เพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานโลก ส่งผลให้ตลาดพลังงานเกิดความไม่แน่นอนด้านอุปทานและผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว (ภาพที่ 1)
ภาพที่ 1 ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส เบรนท์ และดูไบ ปี 2026 (เดือน ม.ค. - มี.ค.)

สำหรับราคาน้ำมันดิบ ณ ปัจจุบัน พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ระดับ 91.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ระดับ 103.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 134.07 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยสถานการณ์ปัญหาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวน
ขณะที่ ภาพรวมราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น (Ex - Refinery Price) ของไทยนั้น พบว่า มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับราคน้ำมันดิบในตลาดโลก เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในระดับสูง โดยราคาปัจจุบันของน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น (ณ วันที่ 23 มี.ค. 2026) อยู่ที่ 45.22 บาทต่อลิตร ขณะที่ ราคาเดิมก่อนการเกิดสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ณ วันที่ 2 มี.ค 2026) อยู่ที่ 18.99 บาทต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่ากับ 26.23 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 138.07 นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นไม่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐเช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกหน้าสถานีบริการ (Retail Price) จึงทำให้ราคาดังกล่าวสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงตามกลไกตลาดและมีราคาที่สูงกว่าราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกหน้าสถานีบริการ ซึ่งราคาปัจจุบัน (ณ วันที่ 23 มี.ค. 2026) อยู่ที่ 31.14 บาทต่อลิตร โดยได้รับการอุดหนุนราคาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 24.25 บาทต่อลิตร
การวิเคราะห์ผลกระทบของราคาน้ำมันต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย
สำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยนั้น เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จึงได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย ซึ่งใช้ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input - Output Table of Thailand 2021: 180 Sectors) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเครื่องมือในการศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยสาเหตุที่ใช้ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตในปี 2021 (พ.ศ. 2564) เนื่องจากตารางดังกล่าวเป็นตารางใหม่ล่าสุดและโครงสร้างการผลิตในปัจจุบันน่าจะไม่มีความแตกต่างจากโครงสร้างการผลิตในปี 2021 มากนัก
นอกจากนี้ การที่อุตสาหกรรมทั้งหมดมีสัมประสิทธิ์ปัจจัยการผลิตที่ต่อเนื่องกันจะทำให้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบกันเป็นลูกโซ่ กล่าวได้ว่า การพิจารณาผลกระทบหรือการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะประกอบด้วยความต้องการวัตถุดิบทางตรง (Direct Requirement) ซึ่งจะเรียกว่า ผลกระทบทางตรง (Direct) และความต้องการวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ (Indirect Requirement) จะเรียกว่า ผลกระทบทางอ้อม (Indirect) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จึงใช้หลักการดุลยภาพทั่วไป (General Equilibrium) และ Inverse Matrix of Coefficient ในการคำนวณผลกระทบ
สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้วิเคราะห์ผลกระทบของราคาน้ำมันผ่านต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมที่มีต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 ผลกระทบจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในระยะสั้น (45.22 บาทต่อลิตร) กรณีที่ 2 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรง (69.87 บาทต่อลิตร) และกรณีที่ 3 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง (104.81 บาทต่อลิตร) โดยเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันผ่านต้นทุนในการผลิตและผลตอบแทนการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับการคำนวณผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะใช้ข้อมูลดังนี้
— ราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นของประเทศไทย น้ำมันดีเซลเป็นหนึ่งในต้นทุนด้านการขนส่งที่สำคัญของผู้ประกอบการ ขณะที่ การจัดซื้อน้ำมันของภาคธุรกิจส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านผู้ค้าส่ง (Jobber) ซึ่งไม่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐเช่นเดียวกับราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และย่อมกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จึงได้วิเคราะห์ผลกระทบของราคาน้ำมันที่มีต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี ได้แก่
- กรณีที่ 1 ผลกระทบจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในระยะสั้น (45.22 บาทต่อลิตร) ซึ่งราคาปัจจุบันของน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น (ณ วันที่ 23 มี.ค. 2026) อยู่ที่ 45.22 บาทต่อลิตร ขณะที่ ราคาเดิมก่อนการเกิดสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ณ วันที่ 2 มี.ค. 2026) อยู่ที่ 18.99 บาทต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้นเท่ากับ 26.23 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 138.07
- กรณีที่ 2 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรง (69.87 บาทต่อลิตร) ซึ่งหากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นหรือมีความยืดเยื้อจนส่งผลกระทบต่ออุปทานและราคาน้ำมัน คาดว่าจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น อยู่ที่ 69.87 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 267.89 จากราคาเดิมก่อนการเกิดสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ณ วันที่ 2 มี.ค 2026) ที่ 18.99 บาทต่อลิตร
- กรณีที่ 3 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง (104.81 บาทต่อลิตร) ซึ่งหากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงขึ้นอีก จนส่งผลกระทบต่ออุปทานและราคาน้ำมันเพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น อยู่ที่ 104.81 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 451.84 จากราคาเดิมก่อนการเกิดสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ
(ณ วันที่ 2 มี.ค 2026) ที่ 18.99 บาทต่อลิตร
— ข้อมูลจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input - Output Table) หรือ IO Dashboard ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แก่ ต้นทุนค่าขนส่ง (503) ต้นทุนโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (093) ผลตอบแทนการผลิต (202) และอุปสงค์ขั้นสุดท้ายรวม (309) ของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์7 รายสาขาการผลิต ได้แก่ การผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในสำนักงานและในครัวเรือน (116) การผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับงานอุตสาหกรรม (117) การผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือทางวิทยุ โทรทัศน์และการคมนาคม (118) การผลิตเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน (119) การผลิตลวดและสายเคเบิลชนิดหุ้มฉนวน (120) การผลิตหม้อเก็บประจุไฟฟ้าและแบตเตอรี่ต่าง ๆ (121) และการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ (122)
ผลการวิเคราะห์ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น ต่อต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย
กรณีที่ 1 ผลกระทบจาการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในระยะสั้น (45.22 บาทต่อลิตร)
จากการคำนวณ (ตารางที่ 1) พบว่า เมื่อราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมก่อนการเกิดสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ณ วันที่ 2 มี.ค. 2026) อยู่ที่ 18.99 บาทต่อลิตร เป็นราคาปัจจุบัน (ณ วันที่ 23 มี.ค. 2026) อยู่ที่ 45.22 บาทต่อลิตร จะทำให้เกิดผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันผ่านต้นทุนในการผลิต โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) จะมีต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.40 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตลวดและสายเคเบิลชนิดหุ้มฉนวน (120) เป็นรายสาขาที่ได้รับผลกระทบสูงสุดเมื่อเทียบกับรายสาขาอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.03
ในขณะที่ ด้านผลตอบแทนการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) นั้น พบว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) จะมีผลตอบแทนการผลิตลดลง ร้อยละ 15.86 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับงานอุตสาหกรรม (117) เป็นรายสาขาที่ได้รับผลกระทบสูงสุดเมื่อเทียบกับรายสาขาอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผลตอบแทนการผลิตลดลงร้อยละ 35.95
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน (119) อุตสาหกรรมการผลิตหม้อเก็บประจุไฟฟ้าและแบตเตอรี่ต่าง ๆ (121) และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ (122) เป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นผ่านต้นทุนการผลิตที่ลดลงหรือได้รับผลตอบแทนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ เมื่อคำนวณมูลค่าผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นต่อต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย จะพบว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) มีต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นหรือมีผลตอบแทนการผลิตลดลงประมาณ 50,817 ล้านบาท ซึ่งสาขาการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในสำนักงานและในครัวเรือน (116) เป็นรายสาขาที่มีมูลค่าผลกระทบสูงสุดเมื่อเทียบกับรายสาขาอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีมูลค่าผลกระทบสูงถึง 46,079 ล้านบาท
กรณีที่ 2 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรง (69.87 บาทต่อลิตร)
จากการคำนวณ (ตารางที่ 1) พบว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวัน-ออกกลางมีความยืดเยื้อ จนราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น อยู่ที่ 69.87 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 267.89 จากราคาเดิมก่อนการเกิดสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ณ วันที่ 2 มี.ค 2026) ที่ 18.99 บาทต่อลิตร จะทำให้เกิดผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันผ่าน
ต้นทุนในการผลิต โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) จะมีต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.72 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตลวดและสายเคเบิลชนิดหุ้มฉนวน (120) เป็นรายสาขาที่ได้รับผลกระทบสูงสุดเมื่อเทียบกับรายสาขาอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.88
ในขณะที่ ด้านผลตอบแทนการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) นั้น พบว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) จะมีผลตอบแทนการผลิตลดลง ร้อยละ 30.77 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับงานอุตสาหกรรม (117) เป็นรายสาขาที่ได้รับผลกระทบสูงสุดเมื่อเทียบกับรายสาขาอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผลตอบแทนการผลิตลดลงร้อยละ 69.75
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน (119) อุตสาหกรรมการผลิตหม้อเก็บประจุไฟฟ้าและแบตเตอรี่ต่าง ๆ (121) และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ (122) เป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นผ่านต้นทุนการผลิตที่ลดลงหรือได้รับผลตอบแทนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ เมื่อคำนวณมูลค่าผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นต่อต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย จะพบว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) มีต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นหรือมีผลตอบแทนการผลิตลดลงประมาณ 98,599 ล้านบาท ซึ่งสาขาการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในสำนักงานและในครัวเรือน (116) เป็นรายสาขาที่มีมูลค่าผลกระทบสูงสุดเมื่อเทียบกับรายสาขาอื่นๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีมูลค่าผลกระทบสูงถึง 89,406 ล้านบาท
กรณีที่ 3 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง (104.81 บาทต่อลิตร)
จากการคำนวณ (ตารางที่ 1) พบว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงขึ้นอีก จนราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น อยู่ที่ 104.81 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 451.84 จากราคาเดิมก่อนการเกิดสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ณ วันที่ 2 มี.ค 2026) ที่ 18.99 บาทต่อลิตร จะทำให้เกิดผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันผ่านต้นทุนในการผลิต โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) จะมีต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.59 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตลวดและสายเคเบิลชนิดหุ้มฉนวน (120) เป็นรายสาขาที่ได้รับผลกระทบสูงสุดเมื่อเทียบกับรายสาขาอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.91
ในขณะที่ ด้านผลตอบแทนการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) นั้น พบว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) จะมีผลตอบแทนการผลิตลดลง ร้อยละ 51.89 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับงานอุตสาหกรรม (117) เป็นรายสาขาที่ได้รับผลกระทบสูงสุดเมื่อเทียบกับรายสาขาอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผลตอบแทนการผลิตลดลงร้อยละ 117.64
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน (119) อุตสาหกรรมการผลิตหม้อเก็บประจุไฟฟ้าและแบตเตอรี่ต่าง ๆ (121) และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ (122) เป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นผ่านต้นทุนการผลิตที่ลดลงหรือได้รับผลตอบแทนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ เมื่อคำนวณมูลค่าผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นต่อต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย จะพบว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (116 - 122) มีต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นหรือมีผลตอบแทนการผลิตลดลงประมาณ 166,302 ล้านบาท ซึ่งสาขาการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ในสำนักงานและในครัวเรือน (116) เป็นรายสาขาที่มีมูลค่าผลกระทบสูงสุดเมื่อเทียบกับรายสาขาอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีมูลค่าผลกระทบสูงถึง 150,797 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ผลกระทบทั้ง 3 กรณี พบว่า อุตสาหกรรมการผลิตลวดและสายเคเบิลชนิดหุ้มฉนวน (120) เป็นรายสาขาที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มขึ้นสูงสุด ขณะที่ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับงานอุตสาหกรรม (117) เป็นรายสาขาที่ได้รับผลกระทบจากผลตอบแทนการผลิตที่ลดลงสูงสุด อาจเป็นผลจากลักษณะของสินค้าในอุตสาหกรรมดังกล่าวที่มีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับมูลค่าต่อหน่วย ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งคิดเป็นสัดส่วนสูงในโครงสร้างต้นทุนรวม เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่งจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าสาขาการผลิตอื่นที่มีมูลค่าสูงแต่มีขนาดเล็ก
ยิ่งไปกว่านั้น การวิเคราะห์ผลกระทบทั้ง 3 กรณียังชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน (119) อุตสาหกรรมการผลิตหม้อเก็บประจุไฟฟ้าและแบตเตอรี่ต่าง ๆ (121) และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ (122) เป็นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นผ่านต้นทุนการผลิตที่ลดลงหรือได้รับผลตอบแทนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันอาจส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนการใช้รถสันดาปมากขึ้น และความต้องการสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกักเก็บพลังงานอย่างแบตเตอรี่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันมีแนวโน้มทำให้ต้นทุนการเดินทางปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนหันมาปรับรูปแบบการทำงานไปสู่การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือนขนาดเล็กเพิ่มขึ้น เช่น ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว และพัดลม เป็นต้น
ตารางที่ 1 ผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น
ต่อต้นทุนในการผลิตและผลตอบแทนการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย (116 - 122)
ที่มา: แผนกนโยบายและแผน สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
สรุป
สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของราคาน้ำมันต่อต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยใช้ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input - Output Table of Thailand 2021: 180 Sectors) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเครื่องมือในการศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
การวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการวิเคราะห์ผลกระทบรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันผ่านต้นทุนค่าขนส่งและต้นทุนโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมที่มีต่อต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 ผลกระทบจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในระยะสั้น (45.22 บาทต่อลิตร) กรณีที่ 2 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรง (69.87 บาทต่อลิตร) และกรณีที่ 3 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง (104.81 บาทต่อลิตร) ซึ่งผลการวิเคราะห์สรุปได้ดังนี้
กรณีที่ 1 ผลกระทบจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในระยะสั้น (45.22 บาทต่อลิตร) พบว่า ภายหลังจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นขณะเดียวกัน หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในภาพรวม
ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและผลตอบแทนจากการผลิตที่ลดลงรวมกันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50,817 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานต่อภาคการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ
กรณีที่ 2 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรง (69.87 บาทต่อลิตร) และกรณีที่ 3 ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง (104.81 บาทต่อลิตร) พบว่า หากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยมากขึ้นรวมทั้งต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ภาคการผลิตต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ผลตอบแทนจากการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการลดลง
โดยเมื่อประเมินผลกระทบโดยรวมแล้ว พบว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นคิดเป็นมูลค่าประมาณ 98,599 ล้านบาท และอาจสูงถึง 166,302 ล้านบาทสะท้อนให้เห็นว่า หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจสร้างผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบผลกระทบจากทั้งสองกรณีพบว่า กลุ่มการผลิตลวดและสายเคเบิลหุ้มฉนวนเป็นสาขาที่ได้รับผลกระทบด้านต้นทุนมากที่สุด ขณะที่ กลุ่มการผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือไฟฟ้าสำหรับงานอุตสาหกรรมเป็นสาขาที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากการผลิตลดลงมากที่สุด สาเหตุสำคัญอาจมาจากลักษณะของสินค้าที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับมูลค่าต่อหน่วย ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งเป็นต้นทุนที่สำคัญ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนส่วนนี้จึงเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าสาขาอื่นที่สินค้ามีขนาดเล็กแต่มีมูลค่าสูง
ในขณะเดียวกัน บางสาขาอาจได้รับผลดีจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน กลุ่มการผลิตแบตเตอรี่ และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ เนื่องจากเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะเริ่มให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานมากขึ้น รวมถึงมีความต้องการใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหรือการกักเก็บพลังงานมากขึ้น จึงทำให้ความต้องการสินค้าในกลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันมีแนวโน้มทำให้ต้นทุนการเดินทางปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนหันมาปรับรูปแบบการทำงานไปสู่การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home)มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือนขนาดเล็ก เช่น ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว และพัดลม เป็นต้น เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกนั้น อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินและความสามารถในการดำเนินกิจการ อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มราคาสินค้าดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและทำให้ปริมาณความต้องการสินค้าในตลาดลดลงในบางส่วนด้วย
ทั้งนี้ภาครัฐของไทยได้มีการดำเนินมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยกระทรวงพลังงานได้ใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการบริหารจัดการราคาพลังงานภายในประเทศ เช่น การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ลิตรละ 31.14 บาท (ณ วันที่ 23 มี.ค. 2026) รวมทั้งมีการอุดหนุนน้ำมันดีเซลเพื่อพยุงราคาขายปลีกภายในประเทศไม่ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนรวมถึงภาคการขนส่งและภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีน้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเนื่องจากมาตรการดังกล่าวมุ่งเน้นการดูแลราคาขายปลีกเป็นหลัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่จัดซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้าส่งหรือในระดับราคา ณ โรงกลั่น ซึ่งไม่ได้รับการอุดหนุนในลักษณะเดียวกันยังคงต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานทีปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโดยตรง ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดของมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อภาคการผลิตในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาน้ำมันภายในประเทศยังคงมีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ภาครัฐจึงอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และพิจารณาการปรับโครงสร้างราคาพลังงานในระยะต่อไป โดยอาจพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานของภาคธุรกิจที่สูงขึ้นควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศ และลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งต้องรับภาระการอุดหนุนราคาพลังงานในระดับสูงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
บทความนี้จัดทำโดย
แผนกนโยบายและแผน ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EEI)
อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th
Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH
