Thailand PCB Industry: ศักยภาพและทิศทางสู่ฐานผลิตระดับโลก

ศักยภาพและทิศทางของอุตสาหกรรม PCB ไทย เพื่อก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตระดับโลก

อัปเดตล่าสุด 11 ธ.ค. 2568
  • Share :
  • 729 Reads   

แผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board หรือ PCB) ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การใช้ในอุปกรณ์สื่อสาร สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์ดิจิทัลสมัยใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า PCB เป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมและการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก

ภายใต้แรงกดดันจากความขัดแย้งทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรม PCB ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการลงทุน เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ และมาตรการภาครัฐที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากเป็นฐานการผลิต PCB ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก อีกทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถรองรับการผลิต PCB ประกอบกับการมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีกับนักลงทุนต่างชาติ ส่งผลให้ผู้ผลิต PCB จากหลายประเทศย้ายมาตั้งฐานการผลิตในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไทยมีศักยภาพในการผลิต PCB และอาจก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกได้ในอนาคต

เมื่อพิจารณาข้อมูลประเทศนำเข้าสินค้า PCB สูงสุด 10 อันดับแรก (ภาพที่ 1 – 6) พบว่า ในปี 2024 ตลาดมีการกระจุกตัวในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฮ่องกงและจีนที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงสุด ร้อยละ 14.31 และร้อยละ 14 ตามลำดับ ขณะที่ ไทยมีสัดส่วนการนำเข้าสูงเป็นอันดับ 7 อยู่ที่ร้อยละ 4.99 โดยมีอัตราการเติบโตของการนำเข้าระหว่างปี 2023 - 2024 สูงถึงร้อยละ 37.69 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มประเทศผู้นำเข้า PCB 10 อันดับแรก การเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ในไทย 

ด้านโครงสร้างตลาดการส่งออกสินค้า PCB ในปี 2024 ก็ยังคงกระจุกตัวในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ร้อยละ 37.37 สะท้อนถึงบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าไปยังตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ฮ่องกงและไต้หวัน มีส่วนแบ่งตลาดรองลงมาที่ร้อยละ 16.89 และร้อยละ 9.11 ตามลำดับ โดยกลุ่มประเทศดังกล่าวถือเป็นผู้ส่งออกหลักในสินค้า PCB ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันสูงถึงร้อยละ 63.37 ของมูลค่าการส่งออกสินค้า PCB ทั้งโลก แสดงถึงการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่มีเทคโนโลยีการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง สำหรับไทยมีส่วนแบ่งตลาดมากเป็นอันดับ 8 ของโลกที่ร้อยละ 2.45 สะท้อนว่า ฐานการผลิต PCB ของไทยกำลังขยายตัว ซึ่งการจะก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตระดับโลกนั้น ไทยจำเป็นต้องเพิ่มขนาดการผลิต รวมทั้งยกระดับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้เทียบเท่ากับผู้ผลิตหลัก 

หากพิจารณาภาพรวมการค้า PCB ของไทย ตั้งแต่ปี 2020 - 2024 (ภาพที่ 7) พบว่า ในปี 2024 ไทยมีการนำเข้า PCB มากถึง 2,732 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ที่นำเข้า 1,984 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนำเข้าจากจีนมากสุดเป็นมูลค่า 1,679 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 61) ขณะที่ นำเข้าจากเกาหลีใต้และไต้หวันรองลงมาอยู่ที่ 310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 11) และ 203 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 7) ตามลำดับ ซึ่งการนำเข้า PCB ของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2024 เป็นผลจากการที่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากจีนและไต้หวันย้ายฐานการผลิตมายังไทย ทำให้มีความต้องการใช้ PCB ในกระบวนการผลิตมากขึ้น ขณะเดียวกัน การเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างอุตสาหกรรรม EV และ AI ก็มีบทบาทสำคัญที่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรม PCB ขยายตัว นอกจากนี้ มาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ยังช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาขยายการผลิตในประเทศ ส่งผลให้ความต้องการใช้ PCB ในไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ในปี 2024 ไทยมีการส่งออก PCB มูลค่า 1,321 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ที่ส่งออก 1,305 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่งออกไปจีนมากสุดเป็นมูลค่า 204 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 15) ขณะที่ ส่งออกไปญี่ปุ่นและสหรัฐฯ รองลงมาที่ 201 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 15) และ 171 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 12) ตามลำดับ โดยมูลค่าการส่งออก PCB ของไทยในปี 2024 ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิต PCB ที่สำคัญของผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและไต้หวันที่มีการเข้ามาลงทุนสร้างโรงงานผลิตในไทย ประกอบกับความต้องการ PCB ในอุตสาหกรรม EV และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง จึงส่งผลให้การส่งออก PCB ของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 

เพื่อประเมินศักยภาพของไทยในการก้าวสู่การเป็นฐานการผลิต PCB ระดับโลก ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก ทางสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้วิเคราะห์ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Revealed Comparative Advantage: RCA) ด้านการส่งออกของสินค้า PCB ไทยกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่โดดเด่นอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ (ตารางที่ 1) และรวบรวมข้อมูลโดยสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบด้านศักยภาพการผลิต นโยบายและมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ ตลอดจนข้อจำกัดของอุตสาหกรรม PCB ไทยและประเทศดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของแต่ละประเทศ รวมถึงปัจจัยที่สนับสนุนหรืออุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม PCB ในระดับภูมิภาค (ตารางที่ 2) ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินศักยภาพและเป็นแนวทางการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในอนาคต โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

จากการพิจารณา RCA ของสินค้า PCB ของไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์พัฒนาแล้วอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ตั้งแต่ปี 2020 - 2024 เพื่อดูความได้เปรียบด้านการส่งออก พบว่า ไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในตลาดโลกมาโดยตลอด (ค่า RCA > 1 เท่า) ซึ่งในปี 2024 มีค่า RCA เท่ากับ 1.32 เท่า เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และ PCB ก็เป็นชิ้นส่วนสำคัญในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะทุกชนิดด้วย ขณะที่ มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ มีความเสียเปรียบด้านการส่งออกในสินค้า PCB (ค่า RCA < 1 เท่า)

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะยังคงมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการส่งออกสินค้า PCB เมื่อเทียบกับมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ แต่การประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่ควรพิจารณาเฉพาะมิติด้านการค้าเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งในบทความนี้จะพิจารณาศักยภาพการผลิตภายในประเทศ นโยบายและมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ รวมถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสามารถของไทยในการเป็นฐานการผลิต PCB ระดับโลกและการรักษาความได้เปรียบในระยะยาว 

หากเปรียบเทียบศักยภาพในอุตสาหกรรม PCB ของไทยกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์พัฒนาแล้วอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ เพิ่มเติม (ตารางที่ 2) จะพบว่า ประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีการมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม PCB เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลกและแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน โดยมีการกำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่หลากหลายเพื่อดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติ สำหรับไทยถือเป็นประเทศที่มีจุดแข็งด้านโครงสร้างการผลิต PCB ที่มีความหลากหลาย และการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ครอบคลุมกิจการในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง การเสริมสร้างบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง และการลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องกำหนดแนวทางและดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรม PCB ไทยให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้

เพื่อประเมินศักยภาพของไทยในการยกระดับอุตสาหกรรม PCB สู่การเป็นฐานการผลิตระดับโลก จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลของประเทศผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ด้วย ซึ่งการประเมินศักยภาพของประเทศในฐานะฐานการผลิต PCB อาจต้องอาศัยข้อมูลมูลค่าการผลิต เพื่อสะท้อนขนาดของอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ข้อมูลดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กึ่งสำเร็จรูป เช่น PCB ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมกลางน้ำของห่วงโซ่การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น บทความนี้จึงใช้ข้อมูลมูลค่าการส่งออก PCB เป็นตัวแปรทดแทน (Proxy Variable) ของมูลค่าการผลิต เพื่อสะท้อนบทบาทของห่วงโซ่การผลิต PCB ในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ แม้การใช้ข้อมูลมูลค่าการส่งออกจะมีข้อจำกัดในการตีความ เนื่องจากมูลค่าการส่งออกที่สูงอาจไม่ได้สะท้อนถึงขีดความสามารถในการผลิตเสมอไป แต่ข้อมูลดังกล่าวยังคงมีประโยชน์ในการใช้เปรียบเทียบเชิงโครงสร้างและแนวโน้มทางการค้า เพื่อสะท้อนบทบาทห่วงโซ่การผลิตและการค้า PCB ของแต่ละประเทศได้

ในบริบทนี้ ทางสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จึงเลือกศึกษาข้อมูลประเทศที่มีมูลค่าการส่งออก PCB สูงสุด 3 อันดับในปี 2024 ได้แก่ จีน ฮ่องกง และไต้หวัน เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและนโยบายสนับสนุนของประเทศข้างต้น ซึ่งจะช่วยให้ไทยเห็นแนวทางที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถให้ก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตสำคัญในระดับโลกอย่างยั่งยืน
 

การเปรียบเทียบศักยภาพในอุตสาหกรรม PCB ของไทยกับประเทศผู้นำด้าน PCB ของโลก

1. จีน

จีนเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก PCB รายใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตวัสดุต้นน้ำ (Upstream) จนถึงกระบวนการประกอบปลายน้ำ (Downstream) และการผลิตแผงวงจรพิมพ์ชนิดความหนาแน่นสูง (HDI PCB) โดยจีนได้เปรียบจากการมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย การลงทุนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง และการย้ายฐานการผลิตของบริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ซึ่งทำให้จีนมีสัดส่วนการส่งออกที่สูงและมีมูลค่าตลาดภายในประเทศเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2023 - 2024 สอดคล้องกับค่า RCA ปี 2024 ที่อยู่ที่ 1.43 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจีนยังคงรักษาความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิตและส่งออก PCB ได้ในตลาดโลก

รัฐบาลจีนมีการดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมภายใต้กรอบ Made in China 2025 เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทที่ผ่านการรับรองการจดทะเบียนในจีน หรือ High and New Technology Enterprise (HNTE) ซึ่งจะได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 15 รวมทั้งได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและวัสดุที่ใช้ในการผลิต PCB นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนเงินทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศ 

แม้จีนจะมีความได้เปรียบด้านการผลิต PCB ที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่จีนยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนี้ เช่น ความเสี่ยงด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง เนื่องจากข้อจำกัดและมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีจากบางประเทศ ซึ่งอาจจำกัดการนำเข้าเครื่องมือและวัสดุเฉพาะทางที่จำเป็นสำหรับการผลิต PCB คุณภาพสูง นอกจากนี้ จีนยังต้องเผชิญกับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ โดยข้อมูลจาก McKinsey ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ต้นทุนแรงงานในภาคการผลิตของจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อความได้เปรียบด้านต้นทุนในบางกลุ่มสินค้า อีกทั้งการกำหนดให้กระบวนการผลิตต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้กระบวนการปราศจากสารตะกั่ว ยังทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดเล็กเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 - 20

2. ฮ่องกง

ฮ่องกงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมูลค่าการส่งออก PCB มากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่มีการผลิต PCB ในระดับจำกัด โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็กที่ดำเนินกิจการผลิตและประกอบ PCB เนื่องจากฮ่องกงมุ่งเน้นบทบาทในฐานะศูนย์กลางการค้าและการขนส่ง (Trade & Logistics Hub) โดยทำหน้าที่เป็นจุดผ่านทาง (Trans-Shipment / Re-Export Hub) สำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รวมถึง PCB ดังนั้น มูลค่าการส่งออก PCB ของฮ่องกงจึงมาจากการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้สินค้าจากจีนและภูมิภาคอื่น ๆ สามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทบาทดังกล่าวสะท้อนผ่านค่า RCA โดยปี 2024 ฮ่องกงมีค่า RCA อยู่ที่ 1.77 ซึ่งบ่งชี้ว่าฮ่องกงยังคงมีความได้เปรียบด้านการส่งออก PCB แม้จะไม่ได้เป็นฐานการผลิตหลักก็ตาม

รัฐบาลฮ่องกงให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม PCB โดยมีกองทุน Innovation and Technology Fund (ITF) ที่ส่งเสริมกิจกรรมวิจัยและพัฒนา (R&D) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถทางนวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีโครงการ New Industrialisation and Technology Training Programme (NITTP) ที่สนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูล และการออกแบบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

ฮ่องกงมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และต้นทุนการดำเนินงานที่สูง ซึ่งไม่เหมาะต่อการตั้งโรงงานผลิตขนาดใหญ่ ส่งผลให้อุตสาหกรรมการผลิตจำนวนมากรวมทั้งอุตสาหกรรม PCB ย้ายฐานการผลิตไปจีน ภายใต้ความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจพิเศษ Greater Bay Area ดังนั้น บทบาทของฮ่องกงในอุตสาหกรรม PCB จึงเป็นเพียงแค่ศูนย์กลางการค้าและการขนส่งเท่านั้น 

3. ไต้หวัน

ไต้หวันมีความเชี่ยวชาญในการผลิตแผงวงจรพิมพ์ชนิดความหนาแน่นสูง (HDI PCB) และ Substrate ที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และ EV โดยผู้ผลิตของไต้หวันมีความชำนาญด้านเทคโนโลยีกระบวนการผลิต ตลอดจนมีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด ส่งผลให้สินค้าดังกล่าวของไต้หวันยังคงมีความต้องการสูงในตลาดโลก และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2024 - 2025 ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI Servers, Data Centers และ EV Electronics โดยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบด้านการส่งออกดังกล่าวสะท้อนผ่านค่า RCA ปี 2024 ที่ 1.29 ซึ่งบ่งบอกถึงศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออก PCB ของไต้หวันในเวทีโลก

รัฐบาลไต้หวันสนับสนุนอุตสาหกรรม PCB ภายใต้นโยบาย 5 + 2 Industrial Innovation Plan และกฎหมาย Statute for Industrial Innovation (SII) ซึ่งกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยให้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุดร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายด้าน R&D และสามารถใช้เครดิตภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของภาษีที่ต้องชำระในปีภาษีนั้น ทั้งนี้ รัฐบาลยังให้สิทธิยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ไม่มีการผลิตภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง นอกจากนี้ ผู้ผลิตที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export Processing Zones หรือ EPZs) ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม การลดหย่อนค่าธรรมเนียมที่ดิน และการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศ

แม้ไต้หวันจะมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากรสำหรับการขยายโรงงานในประเทศ โดยเฉพาะเขตอุตสาหกรรมทางภาคเหนือและภาคกลางที่มีกิจการอยู่แล้วจำนวนมาก รวมทั้งข้อจำกัดด้านต้นทุนแรงงานและค่าพลังงานที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังคงพึ่งพาการนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางจากต่างประเทศ เช่น Substrate ชนิดพิเศษ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรที่มีความละเอียดสูง ส่งผลให้ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบและอุปกรณ์จากต่างประเทศ หากเกิดความผันผวนในตลาดโลก

โดยสรุป จีน ฮ่องกง และไต้หวัน ถือเป็นผู้นำด้านการส่งออก PCB ของโลก โดยจีนมีศักยภาพในการผลิต PCB ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงการผลิตแผงวงจรพิมพ์ชนิดความหนาแน่นสูง (HDI PCB) ซึ่งสามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงได้ แต่จีนยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ สำหรับฮ่องกงจะเน้นบทบาทการเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งมากกว่าการผลิต เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และต้นทุนการดำเนินงานสูง ขณะที่ ไต้หวัน มีความเชี่ยวชาญในการผลิต HDI PCB และ Substrate ที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และ EV แต่ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่โรงงาน ต้นทุนแรงงาน รวมทั้งค่าพลังงานที่สูง ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคต่อการขยายกำลังการผลิตในประเทศ หากเปรียบเทียบกับไทยจะพบว่า ไทยมีความได้เปรียบในด้านโครงสร้างการผลิต PCB ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการลงทุนและสร้างความต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านแรงงานทักษะสูง การพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า รวมถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเพิ่มมูลค่าด้านเทคโนโลยีและความสามารถแข่งขันในระดับโลก ดังนั้น ในบริบทถัดไปจะเป็นการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ภาครัฐและภาคเอกชนของไทยควรพิจารณาเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศให้สามารถก้าวสู่การเป็นฐานการผลิต PCB ระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น 
 

​​ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่ออุตสาหกรรม PCB ไทย

1. ส่งเสริมและขยายขีดความสามารถด้านทักษะแรงงาน

โดยเฉพาะการผลิต HDI PCB ซึ่งสามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงได้ เนื่องจากไทยยังขาดแรงงานในด้านนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของภาคการผลิต PCB รวมทั้งส่งเสริมโครงการฝึกอบรมเชิงเทคนิคขั้นสูง เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางและลดการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในระยะยาว

2. พัฒนาห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ภายในประเทศ

แม้ว่าไทยจะสามารถผลิต PCB ได้หลายประเภท แต่กระบวนการผลิตในประเทศยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่างผู้ผลิตในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เช่น ผู้ประกอบการปลายน้ำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังมีการใช้ PCB ที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนจำกัด ทำให้การผลิตภายในประเทศยังไม่เกิดการเชื่อมโยงกัน ดังนั้น ภาครัฐควรส่งเสริมการจัดตั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรม PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงเพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มมูลค่าการผลิตภายในประเทศ และลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ

3. ส่งเสริมการดึงผู้เชี่ยวชาญไทยในต่างประเทศให้กลับมาถ่ายทอดความรู้แก่อุตสาหกรรม PCB ในประเทศ

โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญไทยในต่างประเทศให้กลับมาขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต PCB ของประเทศ ผ่านกลไกการสนับสนุน เช่น ทุนกลับประเทศระยะสั้น (Return Fellowship) โดยสนับสนุน
ค่าพำนักและค่าที่ปรึกษาให้ผู้เชี่ยวชาญไทยสามารถกลับมาทำงานหรือถ่ายทอดความรู้ให้ภาคอุตสาหกรรมในช่วงเวลา 3 - 12 เดือน หรือจัดตั้งโครงการความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถทำงานแบบ Hybrid หรือให้คำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ได้จากต่างประเทศ เป็นต้น

4. ควรจัดตั้งคณะกรรมการบูรณาการนโยบายข้ามหน่วยงาน

เพื่อวางกรอบยุทธศาสตร์และกำหนดมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรม PCB ทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยี แรงงาน และห่วงโซ่วัตถุดิบ โดยมีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และปรับปรุงนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างยั่งยืน 
 

สรุป

อุตสาหกรรม PCB กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงของโลก ภายใต้บริบทของการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่-อุปทานของโลก โดยไทยได้รับประโยชน์จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านมาตรการ BOI และความสามารถในการผลิต PCB หลากหลายประเภท ส่งผลให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิต PCB ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนและมีมูลค่าการนำเข้าและการส่งออกเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงบทบาทที่ขยายตัวในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก

หากพิจารณาขนาดตลาดโลกจากข้อมูลการส่งออกในปี 2024 จะพบว่า ไทยมีส่วนแบ่งตลาดการส่งออกร้อยละ 2.54 ขณะที่ ไต้หวันซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออก PCB เป็นอันดับ 3 ของโลกมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 9.47 หรือคิดเป็นมูลค่า 4,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไทยต้องการก้าวสู่การเป็นฐานการผลิต PCB อันดับต้น ๆ ของโลก จำเป็นต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรม PCB ภายในประเทศเพื่อขยายมูลค่าการส่งออกให้มีส่วนแบ่งการตลาดใกล้เคียงกับผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงเผชิญความท้าทายด้านการขาดแคลนแรงงานเทคนิคขั้นสูง การพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าภายในประเทศที่ยังไม่สมบูรณ์ การพัฒนาศักยภาพของไทยจึงจำเป็น ต้องมุ่งเน้นการยกระดับทักษะแรงงาน การจัดตั้งคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเพื่อเสริมความเชื่อมโยงในประเทศ การดึงผู้เชี่ยวชาญไทยในต่างประเทศให้กลับมาถ่ายทอดเทคโนโลยี และการบูรณาการนโยบายข้ามหน่วยงานเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ หากไทยสามารถขับเคลื่อนมาตรการเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่องก็มีโอกาสที่จะยกระดับสู่การเป็นฐานการผลิต PCB ชั้นนำของโลกได้อย่างยั่งยืนในอนาคต 
 

บทความนี้จัดทำโดย

แผนกนโยบายและแผน ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EEI)

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH