Net Zero 2050 เร็วขึ้น 15 ปี กระทบอุตสาหกรรมไฟฟ้า–อิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่างไร

NET ZERO 2025 ผลกระทบและโอกาศของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย ภายใต้เป้าหมายใหม่ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี

อัปเดตล่าสุด 6 ม.ค. 2569
  • Share :
  • 498 Reads   

การประกาศปรับเป้าหมาย Net Zero1 ของไทยให้เร็วขึ้นถึง 15 ปี (จากเดิมปี 2065 เป็นปี 2050) ผ่านการเสนอแผน Nationally Determined Contribution (NDC) ฉบับใหม่ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2025 ในการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล สะท้อนแรงกดดันทั้งจากตลาดโลกและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อม โดยการปรับเป้าหมายในครั้งนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของไทย ตั้งแต่ได้มีการตั้งเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นทางการกับประชาคมโลกในปี 2021โดยมีผลต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกหลักของประเทศอย่างมีนัยสำคัญการปรับเป้าหมาย Net Zero จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในห่วงโซ่การค้าระดับโลก นับเป็นอีกโจทย์ใหญ่สำหรับภาครัฐที่ต้องออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและครอบคลุม เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านและป้องกันการหลุดจากวงจรการค้าโลกในอนาคต

การปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทยให้เร็วขึ้น 15 ปีนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญซึ่งจะมีบทบาทอย่างยิ่งในการเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวได้เท่าทันและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก หากไทยยังคงเป้าหมาย Net Zero เดิมไว้ที่ปี 2065 จะทำให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ช้ากว่า 111 ประเทศถึง 15 ปี 3 ซึ่งย่อมเพิ่มความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกลดบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศคู่ค้าและบริษัทชั้นนำได้กำหนดนโยบายที่จำกัดการรับสินค้าจากประเทศหรือผู้ผลิตที่มีเป้าหมาย Net Zero ช้ากว่าเป้าหมายของตนเอง ทั้งนี้ แม้เป้าหมายใหม่จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นับเป็นความก้าวหน้า แต่ในระดับสากล ไทยเพียงแค่กลับเข้าสู่มาตรฐานที่หลายประเทศกำหนด Net Zero 2050 ไว้เท่านั้น นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเป้าหมายใหม่นี้เป็นความท้าทายสำคัญที่ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับโครงสร้างการผลิต นโยบายพลังงาน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้

เมื่อพิจารณาสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแยกตามภาคเศรษฐกิจในปี 2022 (ภาพที่ 2) พบว่าภาคพลังงาน (Energy) มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 65.89 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด รองลงมา คือ ภาคการเกษตร (Agriculture) ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (Industrial Processes and Product Use) และภาคของเสีย (Waste) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 17.86 ร้อยละ 10.50 และร้อยละ 5.75 ตามลำดับ โดยโครงสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว
สะท้อนให้เห็นว่า การบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการมุ่งสู่ Net Zero ของไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมาตรการลดการปล่อยในภาคพลังงานเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการดำเนินนโยบายเชิงบูรณาการในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคของเสีย เพื่อให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมและยั่งยืนในระยะยาว

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงเศรษฐศาสตร์

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ จากงานวิจัยในวารสาร Nature ชี้ว่า หากปล่อยให้ภาวะโลกร้อนดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการรับมือ รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรโลกอาจลดลงถึงร้อยละ 19 ภายในปี 2049 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 4 ซึ่งคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นับเป็นระดับความเสียหายที่สูงเป็นอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทย ความเสียหายที่เกิดจากผลกระทบทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยลดลงร้อยละ 7 - 14 ภายในปี2050 หากไม่มีมาตรการปรับตัวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง 5 โดยผลกระทบดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน ผลผลิตอุตสาหกรรมลดลง ตลอดจนประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อศักยภาพการผลิตโดยรวมของประเทศ

ในปัจจุบัน การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ทั้งในด้านผลิตภาพแรงงานความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของ GDP อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคเดียวกัน โดยจากข้อมูลของ World Bank พบว่า ในปี 2022 - 2024 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงร้อยละ 2.6 ร้อยละ 2.0 และร้อยละ 2.5 ตามลำดับ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นที่ไทยต้องเผชิญความท้าทายเชิงนโยบายสำคัญสองประการ คือ 1) การยกระดับศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจผ่านการปรับโครงสร้างการผลิตการลงทุนในนวัตกรรม และการพัฒนาทุนมนุษย์ และ 2) การเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate - Resilient) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ความพยายามของไทยในการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำก่อให้เกิดทั้งความท้าทายและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ในด้านหนึ่ง ไทยยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการลงทุนที่สูง โดยเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงความต้องการบุคลากรที่มีทักษะทางเทคนิคขั้นสูง และความจำเป็นในการประสานการดำเนินงานอย่างมีเอกภาพระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาปัจจัยจำกัดดังกล่าว จึงเกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยงานวิจัยของ Asian Development Bank (ADB) (ภาพที่ 3) ได้วิเคราะห์ว่า หากไม่สามารถจำกัดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ คาดว่า ในปี 2100 GDP ไทยจะลดลงถึงร้อยละ 56 ภายใต้สถานการณ์จำลองการปล่อยมลพิษระดับสูง แต่หากสามารถจํากัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีสได้ GDP ไทยจะลดลงเพียงร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับสถานการณ์การดำเนินธุรกิจตามปกติ (Business as Usual:BAU)

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเชิงลบดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผลชั่วคราวในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน และสามารถลดทอนลงได้อย่างมีนัยสำคัญหากประเทศมีนโยบายรองรับที่เหมาะสม โดยเฉพาะในด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงาน การสนับสนุน SMEs และการออกแบบกลไกตลาดคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อโครงสร้างการผลิต

มื่อพิจารณาความท้าทายและศักยภาพเชิงบวกที่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจะเห็นได้ว่า ทิศทางดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อพลวัตทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างการผลิตของประเทศในระยะยาวการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนจำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวของภาคการผลิตในหลายมิติ ตั้งแต่การเลือกใช้เทคโนโลยี การจัดหาพลังงาน การจัดการวัตถุดิบและของเสีย ไปจนถึงห่วงโซ่-อุปทานทั้งระบบ

ดังนั้น แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero จึงมีศักยภาพในการเร่งให้เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ภาคการผลิตที่ใช้พลังงานและคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านเช่น EV อิเล็กทรอนิกส์สีเขียว พลังงานทดแทน และบริการเชิงนวัตกรรมอาจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ อุตสาหกรรมที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจำเป็นต้องลงทุนยกระดับกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่กำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศในทศวรรษหน้า ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน การลงทุน และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยรายละเอียดผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิต มีดังนี้

1. ต้นทุนการผลิตและราคาพลังงาน

การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มทำให้ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในระยะสั้นถึงระยะกลาง โดยเฉพาะในด้านค่าใช้จ่ายลงทุนเริ่มต้น (Capital Expenditures: CAPEX) สำหรับ
ระบบพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยการปรับตัวดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาพลังงานไฟฟ้าปรับสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งถือเป็นภาระต้นทุนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ยังพึ่งพาไฟฟ้าต้นทุนต่ำจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมาก

ภาคการผลิตบางส่วนอาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านความสามารถในการแข่งขันเชิงราคา ทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นด้านพลังงาน (Energy - Intensive Industries) และยังมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมักเป็นผลกระทบเชิงโครงสร้างในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน และสามารถลดลงได้เมื่อเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมีราคาถูกลงตามการขยายขนาดตลาด (Economies of Scale) ควบคู่กับประสิทธิภาพการจัดการพลังงานที่สูงขึ้นในระยะยาว

2. ข้อกำหนดด้านการส่งออกและมาตรการทางการค้า

ตลาดส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่าง Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ซึ่งเป็นกลไกเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า โดยอิงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิตของประเทศผู้ส่งออก ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกของผู้ผลิตไทยที่มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศมีนัยสำคัญโดยตรงต่อความสามารถในการเข้าถึงตลาดยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย

นอกจากนี้ แนวโน้มที่ประเทศคู่ค้าหลักอื่น ๆ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เตรียมพิจารณามาตรการคาร์บอนที่คล้ายคลึงกัน ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่ไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสด้านคาร์บอน (Carbon Transparency) และสนับสนุนอุตสาหกรรมให้สามารถปรับใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลกได้ในระยะยาว

3. การออกแบบสินค้า

ความต้องการสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง รวมถึงการออกแบบที่เอื้อต่อการรีไซเคิลหรือการนำกลับมาใช้ใหม่ (Eco - Design) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศที่ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผู้ผลิตไทยที่ปรับตัวช้าหรือยังคงพึ่งพาการออกแบบผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิมอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่ตระหนักเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงาน เช่น มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำ (Minimum Energy Performance Standards: MEPS) มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นสูง (High Energy Performance Standards: HEPS) และมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย (สมอ.) มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ นอกจากนี้ การได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล เช่น Energy Star หรือระบบการรายงาน ESG จะมีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นในระดับโลก โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่ต้องการผู้ผลิตที่มีความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่-อุปทาน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า ความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องตามมาตรฐานสากล กำลังกลายเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่สามารถกำหนดศักยภาพการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดโลกยุค Net Zero

4. โครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน

การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานไปสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว (Green Supply Chain) ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบที่เน้นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้วัสดุและวัตถุดิบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำหรือวัตถุดิบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับด้านสิ่งแวดล้อมได้กระบวนการผลิตที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การขนส่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ การดำเนินการ Reverse Logistics เพื่อนำสินค้าที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมาผ่านกระบวนการให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตลอดจนการจัดการหรือกำจัดของเสียที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นในระยะสั้นรวมถึงต้องมีการปรับกระบวนการประกอบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับคุณสมบัติของวัสดุทางเลือกเหล่านี้จึงนับเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ผลิตไทยในการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของห่วงโซ่-อุปทานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากลภายใต้บริบทเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

โอกาสทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์จากการเร่งเป้าหมาย NET ZERO ของไทย

การเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทยให้เร็วขึ้น 15 ปี สะท้อนถึงโอกาสเชิงธุรกิจที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายต่อกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังก่อให้เกิดอุปทานใหม่ทั้งด้านเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถจำแนกโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญได้ทั้งในมิติของตลาด (Market) เทคโนโลยี (Technology) และการลงทุน (Investment) ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. โอกาสด้านตลาด (Market)

การขยายตลาดผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพสูง เช่น เครื่องปรับอากาศชนิดอินเวอร์เตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังต่ำแต่ประสิทธิภาพสูง การผลิตชิ้นส่วนสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างอินเวอร์เตอร์หรือแบตเตอรี่ ตลอดจนชิ้นส่วนสำหรับพลังงานหมุนเวียนเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าใหม่

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจ เช่น การรีไซเคิลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การจัดการหรือรีไซเคิล E - Waste อย่างเป็นระบบตลอดจนการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ใหม่
ซึ่งสามารถสร้างโอกาสใหม่สำหรับธุรกิจ SMEs ด้านรีไซเคิลได

2. โอกาสด้านเทคโนโลยี (Technology)

แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการวัด รายงาน และทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Measurement Reporting and Verification: MRV) เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับผู้ให้บริการซอฟต์แวร์และโซลูชันดิจิทัลในการพัฒนาเครื่องมือ AI ระบบ IoT และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดตาม ปรับปรุงและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองและซัพพลายเชน (Supply - Chain Emissions Tracking) ได้

การนำเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต เช่น การใช้ระบบพลังงานทดแทน (Renewable Energy Systems) จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรและพลังงาน นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานระยะยาวได้อีกด้วย

3. โอกาสด้านการลงทุน (Investment)

หากไทยมีเป้าหมายและมีนโยบายสนับสนุน Net Zero อย่างชัดเจน โดยระบุหลักการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance & ESG Fund) และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่มุ่งสู่ Net Zero อาจดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการฐานการผลิตคาร์บอนต่ำหรือขยายฐานการผลิตมายังประเทศที่มีนโยบาย Net Zero ชัดเจน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดอย่างไทยได้

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

ภาครัฐ

  •  เร่งออกมาตรการสร้างแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรม สำหรับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยีและการลงทุน แต่อาจจะยังไม่มีแรงจูงใจในการปรับตัว เช่น การเพิ่มเป้าหมายการรับซื้อพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการผลิตพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมและลดความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนระยะยาว หรือการให้เครดิตภาษีกับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสะอาด (Tax Credit / Tax Allowance) สำหรับโรงงานที่ลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงานเป็นต้น
  • เร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมสำหรับผู้ประกอบการในกลุ่มเปราะบางอย่าง SMEs เช่น การให้ความรู้ การให้สินเชื่อหรือทุนสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านกองทุน Thai Climate Initiative Fund (ThaiCI) หรือการสร้างกลไกจูงใจให้
    ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไปลดหย่อนภาษีได้เป็นต้น เพื่อไม่ให้ SMEs ถูกกีดกันจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
  • เร่งออกมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อสร้างโมเมนตัมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม เช่น การส่งเสริมการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ในภาคอุตสาหกรรม หรือการพัฒนาระบบการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน เป็นต้น
  • สนับสนุนการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ตลาดสากล เช่น การส่งเสริม Eco - Design การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล ตลอดจนการออกแบบตามมาตรฐานต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้ตอบโจทย์ ESG และป้องกันความเสี่ยงด้านการค้าในอนาคต
  • จัดทำกรอบมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับภาคอุตสาหกรรม (Sectoral Standards) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคำนวณและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบและเทียบเคียงได้ในระดับสากล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการประเมินของผู้ประกอบการและสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น
  • พัฒนาแนวทาง MRV ระดับชาติที่สามารถตรวจวัด รายงาน และสอบทวนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน ความซับซ้อนในการรายงานตลอดจนช่วยให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

​​ภาคเอกชน

  • กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ให้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศและมาตรฐานสากล โดยครอบคลุมทั้งด้านกระบวนการผลิตการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการขยายตลาด เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากมาตรการด้านคาร์บอนจากตลาดสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากขึ้น
  • ออกแบบผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงและรองรับเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยอาศัยหลักการ Eco - Design และCircular Design เพื่อให้สามารถรีไซเคิลได้ง่าย มีอายุการใช้งานยาวขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้
  • สร้างความโปร่งใสของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน โดยการวัด Scope 1 - 3 ตาม GHGProtocol และใช้ระบบติดตามข้อมูลคาร์บอน (Carbon Tracking Systems) เพื่อคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่มีมาตรฐานด้าน ESG การพัฒนาความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในประเทศ เช่น ผู้ผลิตวัสดุรีไซเคิลหรือโลหะคาร์บอนต่ำจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มเสถียรภาพของต้นทุนวัตถุดิบ

สรุป

การเร่งเป้าหมาย Net Zero 2050 แม้จะสร้างความท้าทายด้านต้นทุนและการเปลี่ยนผ่าน แต่ในระยะยาวถือเป็นโอกาสให้ไทยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการโลก หากไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและลงทุนอย่างเป็นระบบได้อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยก็อาจมีศักยภาพในการก้าวขึ้นสู่การเป็นฐานการผลิตที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้ในทางกลับกัน หากไทยไม่สามารถปรับตัวได้ก็อาจเกิดความเสี่ยงที่จะหลุดจากห่วงโซ่การค้าโลกเช่นกัน ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้ภาคเอกชนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น มาตรการสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยีและการลงทุน แต่อาจจะยังไม่มีแรงจูงใจในการปรับตัว หรือมาตรการสนับสนุนกลุ่มเปราะบางอย่าง SMEs ซึ่งการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ความหลากหลายนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero อย่างแท้จริง 

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนอาจต้องมองเป้าหมาย Net Zero 2050 เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน มิใช่เพียงความกดดันด้านกฎระเบียบเท่านั้น แต่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การออกแบบสินค้าประสิทธิภาพสูง การจัดการคาร์บอนทั้งห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยในการรักษาตำแหน่งในตลาดโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างรวดเร็ว

 

บทความนี้จัดทำโดย

แผนกนโยบายและแผน ศูนย์ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Intelligence Unit: EIU) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EEI)

 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH