AI ดันราคา Memory พุ่ง กระทบผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก

AI ดันราคา Memory พุ่ง กระทบผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก เร่งขึ้นราคา-ปรับกลยุทธ์รับต้นทุน

อัปเดตล่าสุด 7 ก.ค. 2569
  • Share :
  • 416 Reads   

การเติบโตของ Generative AI กำลังสร้างแรงกดดันครั้งใหม่ต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก เมื่อผู้ผลิตหน่วยความจำหันไปผลิตชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับ AI มากขึ้น ส่งผลให้หน่วยความจำสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปเริ่มขาดแคลน ราคาปรับตัวสูงขึ้น และผู้ผลิตหลายรายต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พร้อมทยอยปรับราคาสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร 

ญี่ปุ่น 26 พฤษภาคม 2569  —  ราคาหน่วยความจำเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Memory) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ผลิตหน่วยความจำทั่วโลกต่างเร่งจัดสรรกำลังการผลิตไปยังผลิตภัณฑ์สำหรับ AI ที่มีอัตรากำไรสูงกว่า ส่งผลให้หน่วยความจำสำหรับสมาร์ทโฟน เกมคอนโซล กล้องดิจิทัล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปมีอุปทานตึงตัว ขณะที่ผู้ผลิตปลายน้ำต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและทยอยส่งผ่านภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภค 

AI เปลี่ยนทิศทางการผลิต Memory

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคา Memory คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด AI Server ซึ่งต้องใช้ High-Bandwidth Memory (HBM) ในปริมาณมาก ผู้ผลิตหน่วยความจำจึงทยอยปรับสายการผลิตจาก DRAM และ NAND สำหรับตลาดทั่วไป ไปสู่ผลิตภัณฑ์ระดับ High-end ที่รองรับ AI

ผลที่ตามมาคือหน่วยความจำมาตรฐาน โดยเฉพาะ DDR4 ซึ่งยังถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และภาคอุตสาหกรรม เริ่มมีอุปทานจำกัดและราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Toshiya Suzuki - Consulting Director จาก Omdia ระบุว่า การเปลี่ยนกำลังการผลิตไปสู่ HBM ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสมาร์ทโฟน อุปกรณ์ยานยนต์ และกล้องถ่ายภาพอย่างชัดเจน พร้อมแนะนำว่าผู้ผลิตจำนวนมากอาจจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนไปใช้ DDR5 ในอนาคต แม้ว่าจะต้องลงทุนเพิ่มเติมก็ตาม

ผู้ผลิตญี่ปุ่นรับแรงกดดันด้านต้นทุน 

ความต้องการชิป AI ที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันให้ผู้ผลิตอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ลงทุนต่อเนื่อง ดังที่เห็นในข่าว Applied Materials ลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ ขยายฐานผลิตสิงคโปร์ รับดีมานด์ชิป AI ทั่วโลก

ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัทอุตสาหกรรมหลายแห่งในญี่ปุ่น

Nintendo คาดการณ์ว่าราคาหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบจากภาษีนำเข้า จะทำให้กำไรของบริษัทในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2570 ลดลงประมาณ 100,000 ล้านเยน โดยนาย Shuntaro Furukawa ประธานบริษัท ระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรของฮาร์ดแวร์ เช่น เครื่องเกม

ด้าน Canon ปรับลดคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานในปี 2569 หลังต้นทุนหน่วยความจำเพิ่มขึ้นจากภาวะสินค้าคงคลังตึงตัว ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจกล้องดิจิทัลและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมประเมินว่าราคาหน่วยความจำอาจเริ่มกลับมาทรงตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

ขณะที่ Seiko Epson, Brother Industries, Mitsubishi Electric และ KYOCERA ต่างยอมรับว่าราคาหน่วยความจำเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องพิมพ์ ระบบ Factory Automation ไปจนถึงเครื่องปรับอากาศ

ผลกระทบลามทั้ง Supply Chain 

แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่เริ่มส่งผลไปยังซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทาน ผู้ผลิตปลายน้ำหลายรายเริ่มทำสัญญาระยะยาวเพื่อรับประกันการจัดหาชิป เช่น GM จับมือ Micron ทำสัญญาระยะยาว ล็อกซัพพลายชิปหน่วยความจำ รับยุครถยนต์ A 

Dai Nippon Printing (DNP) เปิดเผยว่า ความต้องการ Metal Mask สำหรับจอแสดงผลลดลง หลังผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ชะลอแผนการผลิตจากปัญหาการจัดหาหน่วยความจำ ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย

หากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและพีซีทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุน ความต้องการของตลาดอาจชะลอตัว และส่งผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในวงกว้าง

ผู้ผลิตเร่งขึ้นราคาและเพิ่มมูลค่าสินค้า

หลายบริษัทเริ่มใช้มาตรการรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

Mitsubishi Electric เดินหน้าลดต้นทุนและทยอยปรับราคาสินค้า พร้อมรับมือกับต้นทุนทองแดงและเงินที่เพิ่มขึ้น

Seiko Epson ส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังราคาจำหน่าย

ส่วน Nintendo ปรับขึ้นราคาจำหน่าย Nintendo Switch 2 ในญี่ปุ่นอีก 10,000 เยน

ด้าน Alps Alpine ระบุว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการจัดหาหน่วยความจำให้เพียงพอเป็นอันดับแรก ก่อนทยอยปรับราคาสินค้าในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2569

จีนเพิ่มกำลังผลิต แต่ยังไม่ช่วยตลาดโลกมากนัก

แม้ว่าผู้ผลิตจีนจะเร่งลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตทั้ง DRAM และ NAND แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า กำลังการผลิตใหม่ส่วนใหญ่ยังถูกใช้รองรับความต้องการภายในประเทศ ทำให้ผลต่ออุปทานโลกยังมีจำกัด

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่าเมื่อพิจารณาวัฏจักรของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว ภาวะตึงตัวของตลาดหน่วยความจำอาจเริ่มคลี่คลายภายใน 6 เดือนถึง 2 ปี หากกำลังการผลิตใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดและอุปสงค์กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล

ที่มา: Nikkan Kogyo Shimbun
 

อัปเดตข่าวทุกวันที่นี่ www.mreport.co.th   

Line / Facebook / X / YouTube @MreportTH